IMG_9287

คุณอนุภาพ ล้อวงศ์งาม หรือคุณอาร์ต เจ้าของรีสอร์ท บ้านริมแควแพริมน้ำ ธุรกิจครอบครัวอายุ34ปีในพื้นที่100ไร่ แต่ใช้ปรัชญาความพอเพียงจนประสบความสำเร็จ กลายเป็นธุรกิจท่องเที่ยวเมืองกาญฯ ที่คงความเป็นเอกลักษณ์ของแพริมน้ำ และมีวิธีคิดในการดำเนินธุรกิจแบบ “อยู่ไป กินไป ทำไป”

ซึ่งตอนช่วงประมาณ ปี 2550 คุณอาร์ตก็มีความคิดอยากจะขยายกิจการ จึงขอกู้เงินจากแบงก์ ซึ่งทางแบงก์ก็เสนอให้เงินกู้มา 100 ล้าน แต่คุณอาร์ตกลับเปลี่ยนใจไม่เอา จนคนที่แบงก์ประหลาดใจ ซึงนับเป็นโชคดีเพราะช่วงปีนั้นเศรษฐกิจล้มพอดี คุณอาร์ตคิดว่าถ้าเอาเงินกู้ ณ วันนั้น ก็คงไม่มีวันนี้ ถ้าคิดแต่จะขยายไปเรื่อยๆ แต่ไม่มองถึงอนาคต ไม่มองความเป็นไปในธุรกิจ พอเกิดเหตุการณ์หรือเกิดวิกฤตปุ๊ป ก็จะพร้อมล้มได้ทันที ซึ่งเหตุการณ์นั้นทำให้รู้จักคำว่า “พอ”  คุณอาร์ตเสริมต่ออีกว่า ธุรกิจนี้พัฒนาได้ด้วยการยึดมั่นในเศรษฐกิจที่พอเพียง และสิ่งสำคัญที่ทำให้อยู่ได้มานานคงเป็น การใส่ใจดูแลลูกค้า ให้เหมือนกับคนในครอบครัว ซึ่งตัวบ้านริมแควแพริมน้ำนี้อาจจะไม่ใช่ธุรกิจโรงแรมที่เป็นโรงแรมมากนัก แต่วางตำแหน่งให้เป็นธุรกิจรีสอร์ทแบบครอบครัวที่ไม่เหมือนที่อื่น

โดยจังหวัดกาญจนบุรี เฉพาะอำเภอไทรโยคนั้น มีรีสอร์ทกว่า 100 แห่ง ทั้งถูกทั้งแพงคละกันไป แต่บ้านริมแควฯ แต่งต่างจากที่อื่นตรงที่เป็นธุรกิจครอบครัว กล่าวคือดูแลกันแบบครอบครัว อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ พนักงาน ช่างไฟ คนดูแลสวน แม่บ้าน ทุกคนเป็นสมาชิกบ้านริมแควฯ รวมถึงนักท่องเที่ยวก็เป็นสมาชิกบ้านริมแควฯ เช่นกัน พี่อาร์ตเน้นการดูแลลูกค้าที่มาพักเป็นเหมือนสมาชิกในครอบครัว สำหรับธุรกิจรีสอร์ทขนาดใหญ่ อย่างบ้านริวแควแพริมน้ำ ถือว่าเป็นเรื่องแปลกมากที่ไม่มี ทีมขายเลยตลอดระยะเวลา 34 ปีที่ผ่านมา โดยลูกค้าที่เข้ามาพัก จะรู้จักชื่อผ่านกระบวกการบอก “ปากต่อปาก” คือเมื่อลูกค้ามาพัก ประทับใจ แล้วกลับไปบอกต่อคนอื่น

ซึ่งจุดคำว่า “พอดี” ของคุณอาร์ตนั้นได้มาจาก คำสอนของคุณพ่อ นั่นคือ “อยู่ไป กินไป ทำไป” ถ้าอยู่ไม่ได้ มันก็คือเกินไป ถึงแม้ว่าธุรกิจต้องมีการเติบโต มีการพัฒนา แต่มันจะโตในลิมิตที่รับได้หรือไม่ ถ้ายังอยู่ได้ ไม่เป็นหนี้จนเกินไป ยังมีเงินจ่ายพนักงาน  มีเงินกิน เงินใช้ ก็ถือว่าพอดี

“ปัญหาคือ ทุกวันนี้หลายคนคือคิดอยากจะโตโดยที่ไม่ได้มองว่าจะอยู่ได้หรือไม่ได้ กู้เงินมาได้ก็จะเอาอย่างเดียว”

ตราบใดที่ไม่พอ ก็ไม่ดี คุณอาร์ตมองว่าคนเราจะก้าวกระโดดโดยที่ไม่มองตัวเองไม่ได้ ตราบใดที่ไม่รู้จักตนเอง ไม่รู้จักพอประมาณ พอเพียง มันก็อยู่ไม่ได้ ที่คุณอาร์ตอยู่ได้ถึงทุกวันนี้เพราะมองถึงอนาคตด้วยตลอด เพราะคุณพ่อจะพร่ำสอนเสมอให้มองอนาคต มองว่าไปได้ไหม

และเมื่อพูดถึงจุดคำว่า “แบ่งปัน” ของธุรกิจนี้ที่ให้กับชุมชนรอบข้าง คุณอาร์ตมีการอุปถัมภ์วัดรอบๆ อย่างเช่น วัดป่าสุนันทวนาราม, วัดพันไร่, เป็นต้น โดยทางรีสอร์ทได้จัดให้มีการปฏิบัติธรรมเป็นเวลา 5 วันโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นเป็นเวลา 11 ปีติดต่อกันมาแล้ว อีกทั้งยังสนับสนุนโรงเรียน หากทางโรงเรียนขาดอะไร ก็บริจาคให้ หรือมีหากมีลูกค้าที่เข้าพักต้องการจัดกิจกรรมที่ช่วยเหลือสังคมก็จะแนะนำโรงเรียนนี้ ยิ่งไปกว่านั้นถ้าชาวบ้านสนใจการหมักน้ำยาจากเศษอาหาร ก็อนุญาตให้เข้ามาดูเพื่อสร้างความรู้ให้กับชุมชนด้วย

โดยแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจของคุณอาร์ตคือ ครอบครัว และคุณพ่อ คุณแม่ เพราะเวลาหันกลับไป แล้วเห็นการสนับสนุนที่ดี ที่ทุกคนให้กำลังใจทุกอย่าง ไม่ว่าทางสังคม หรือทางธุรกิจ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ได้รับการสนับสนุน ไม่ว่าจะเดินไปข้างหน้ายังไง ก็ไม่ต้องเป็นห่วงข้างหลัง ทำให้สามารถเดินไปข้างหน้าได้อย่างเต็มที่ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้คุณอาร์ตยิ่งตระหนักได้ว่าต้องเดินหน้าในทางที่ดี ในทางที่ถูกต้องด้วย เพราะเมื่อมองหันกลับไปข้างหลังแล้วเจอคนที่เขาดี ตัวเองจะไม่ดีไม่ได้

IMG_9285IMG_9298

คุณอาร์ตได้พูดถึงคุณพ่อและคุณแม่อย่างภูมิใจ และสิ่งที่ทั้งสองท่านสอนก็อยู่ในหัวตลอด คุณพ่อที่คอยย้ำเสมอให้ “อยู่ไป กินไป ทำไป” ถ้ามองผิวเผินก็เหมือนกับว่า ให้อยู่แค่นี้แหละ แต่ถ้ามองให้ลึกซึ้ง ในการทำธุรกิจแบบนี้เนี่ย ธุรกิจครอบครัวขนาดกลางหรือใหญ่มาก พื้นที่ 100 ไร่ที่ต้องดูแลตลอด แล้วก็มีสมาชิกพนักงานอีก 50 กว่าคน คำสอนนั้นหมายถึงให้อยู่กับความเป็นจริง อยู่กับตัวเอง อยู่กับความรู้และสิ่งอื่นที่มี และมีเหตุผลในสิ่งที่จะทำ

“สิ่งที่จะทำให้อยู่ได้คือ เราเข้าใจตัวเอง ว่าเราจะอยู่ยังไงให้ได้ พัฒนาธุรกิจอย่างไรให้ได้ ไม่ใช่ว่าพอเรามีเงินแล้วก็ใช้ไปเรื่อย พอมีความอยากก็ไปกู้เขามา แล้วอยู่ไม่ได้”

ถ้าถามว่าพอแล้วดีอย่างไร คุณอาร์ตตอบได้ทันทีว่าถ้าวันนั้นไม่พอ วันนี้ไม่มีบ้านริมแควแพริมน้ำ ถ้าไม่รู้จักพอวันแรกที่มีโอกาส อย่าไขว่คว้าทุกอย่าง เพราะจริงๆแล้วโอกาสเข้ามาเสมอ

“คนมักจะบอกว่าเมื่อมีโอกาส ทำไมไม่คว้าเอาไว้ โอกาสมันจะเข้ามาแค่ครั้งเดียวในชีวิต แต่มันไม่ใช่ ถ้าเราทำตัวดีไปเรื่อยๆ โอกาสมันจะเข้ามาหาเราเอง ยิ่งเราให้กับสังคม ให้กับคนรอบข้าง ให้กับคุณพ่อคุณแม่ ยิ่งเราเป็นคนดีมากเท่าไร ผมเชื่อว่าโอกาสมันจะเข้ามาหาเราเรื่อยๆ”

เมื่อถามถึงสิ่งที่อยากจะฝากให้กับสังคมการทำธุรกิจในปัจจุบัน คุณอาร์ตยกคำสอนของคุณพ่อมาอีกครั้งที่ให้มองอนาคต มองไปข้างหน้า แล้วก็อยู่กับปัจจุบัน ในตอนนี้มีเรื่องของปลาใหญ่กินปลาเล็ก ธุรกิจใหญ่กินธุรกิจเล็ก ถ้าประเทศไทยไม่ออกกฏหมายหรือการสั่งห้ามในการกินรวบ มีโอกาสอย่างมากที่ธุรกิจเล็กจะอยู่ไม่ได้เพราะต้องพึ่งธุรกิจใหญ่ทั้งนั้น

“ตราบใดที่นักธุรกิจยังไม่รู้จักคำว่า “พอ” ตราบใดที่นักธุรกิจยังมีความเห็นแก่ตัว ยังมีความอยากไม่มีที่สิ้นสุด ประเทศชาติอยู่ไม่ได้ครับ ขอฝากไว้ว่า เลิกคิดถึงตัวเอง และคิดถึงคนอื่นบ้าง คิดถึงสังคม และคนที่ด้อยโอกาสบ้าง”

IMG_9307นอกจากนั้นคุณอาร์ตยังพูดถึงการทำ CSRว่า การทำ CSR ที่ดีคือต้องทำ CSR แบบต่อเนื่อง ถ้าให้ก็ควรให้อย่างต่อเนื่อง ดูแลก็ควรดูแลอย่างต่อเนื่อง และในบางทีบริษัททำ CSR จริง มาต่างจังหวัดจริง แต่ช่วยเหลือสถาบันในเมือง ทั้งๆที่ชายขอบยังมีอีกมากที่ขาดโอกาส ดังนั้น แบ่งปันให้เยอะๆ แบ่งปันให้ทั่วถึง แล้วก็รู้จักพอ รู้จักขอบเขตของตัวเอง

สุดท้ายนี้คุณอาร์ตให้ข้อคิดว่า พระพุทธศาสนาสอนการใช้ชีวิตให้มีปัญญาควบคู่กับศรัทธา เหมือนกันกับการทำธุรกิจที่ต้องมีทั้งศรัทธาและปัญญา ศรัทธาคือเชื่อมั่นในธุรกิจตัวเองว่าจะเดินไปทางไหน แล้วก็ต้องใช้ปัญญาในการทำธุรกิจว่า พอหรือยัง มีหรือยัง ไม่ใช่จะสนองความต้องการไปเรื่อยๆ เพราะยิ่งโตเท่าไร ก็ยิ่งแบกภาระ ยิ่งแบกความรับผิดชอบมากขึ้น

“อีกอย่างเลยคือ คุณต้องเชื่อว่าคุณสามารถทำได้ …ถ้าผมไม่เชื่อว่า ผมจะอยู่ได้ด้วยคำว่าพอ ผมก็อยู่ไม่ได้ แต่เพราะว่าผมเชื่อว่าผมทำได้ไง ผมเชื่อว่าอยู่ได้ แล้วก็ทำตามความเชื่อนั้น วันนี้ผมอยู่ได้ ใช้ศรัทธา ใช้ความเชื่อ ใช้ปัญญา ใช้ควบคู่กันครับ”