IMG_9794

คุณวิโรจน์ ฉิมมี หรือคุณเบส จากสถาปนิก สู่เกษตรกรยุคใหม่ที่พอเพียงอย่างสร้างสรรค์ ทำให้วันนี้ทั้งที่พัก และสวนผัก ในฟาร์มเสตย์ บ้านไร่ไออรุณ จ. ระนอง และคุณเบส สามารถส่งต่อแรงบันดาลใจ ให้คนอีกหลายๆ คน ให้รู้จักความ “พอแล้วดี” จากเด็กต่างจังหวัดที่เติบโตในครอบครัวเกษตรกร ตอนคุณเบสเด็กๆได้เดินผ่านบ้านสวยๆของคนอื่นก็มีความคิดที่ว่าสักวันหนึ่งจะมีบ้านเป็นของตัวเอง ได้เห็นคุณแม่เขียนแบบแปลนบ้าน แต่ติดอยู่ตรงที่สร้างไม่ได้ เพราะต้องส่งเงินให้ลูกทุกคนเรียนหนังสือให้จบก่อน คุณเบสจึงตัดสินใจเลือกเรียนคณะสถาปัตย์ฯ ด้วยจุดมุ่งหมายที่อยากออกแบบบ้านให้เป็นและสามารถกลับมาสร้างบ้านให้คุณพ่อคุณแม่

พอเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในกรุงเทพ ก็ได้ทำงานต่อที่นั่นเลย เพราะทางครอบครัวมองว่า มีโอกาสที่จะเติบโตได้มากกว่า ไม่อยากให้เหนื่อยแบบพวกท่าน คุณเบสจึงได้เข้าทำงานในบริษัทเอกชน ออกแบบห้างสรรพสินค้า ซึ่งก็มีความสุขดี จนวันหนึ่งได้เดินผ่านตึกต่างๆในเมืองกรุง เดินผ่านห้างที่ตัวคุณเบสได้ออกแบบเอง จึงฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ บ้านตัวเองก็สามารถต่อยอดพัฒนาไปในทิศทางแบบนั้นได้ ในขณะที่คุณพ่อและคุณแม่ ก็อายุมากขึ้นทุกวัน จึงตัดสินใจออกจากงาน

ซึ่งถามว่ามีความสุขกับการทำงานไหม คุณเบสก็มีความสุขกับการIMG_9869ทำงานในกรุงเทพ มีความสุขกับการออกแบบ แต่จากที่เรียนมาอาจารย์สอนให้คิดนอกกรอบ คิดสร้างสรรค์ ขัดกับตอนเริ่มทำงานจริงจัง ซึ่งถูกจำกัดด้วยคำว่าเจ้านายและลูกค้า เมื่อคิดได้ว่าไม่ได้ทำงานที่เป็นตัวของตัวเองเลย จึงมีความคิดมากมายที่อยากลองทำ มีไอเดียมากมายที่ไม่ได้ใช้ รวมถึงนำเอาประสบการณ์ที่เคยได้ทำผ่านมา มาปรับใช้ จนกลายเป็นฟาร์มเสตย์แบบทุกวันนี้

กลับมาที่บ้านวันแรกด้วยเงินเดือนที่เหลืออยู่แค่ 20,000 บาท คุณเบสได้เริ่มสร้างบ้านกับคุณพ่อ เริ่มจากเข้าไปตัดไม้ในสวน และมองหาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาต่อยอด ซึ่งถือว่าแตกต่างกับการทำงานอย่างมาก เพราะตอนนั้นมีเงินเป็นตัววัดว่าจะดีไซน์ได้แค่ไหน แต่พอกลับมาอยู่บ้าน ไม่ได้มีเงิน มีเพียงแค่ความรู้และสิ่งที่มีอยู่แล้วเป็นตัววัดดีไซน์ จึงเรียกได้ว่าคุณเบสได้วางคำว่าสถาปนิกไปเลย และลงมือทำ ลงมือคิดแบบชาวบ้าน

ซึ่งช่วงประมาณครึ่งปีแรกที่กลับมา คุณแม่ของคุณเบสก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมกลับมาสักพักแล้ว แต่ไม่เริ่มหาทำงานสักที แม่ทนคำถามจากคนอื่นๆไม่ไหว ว่าลูกตกงานหรือเปล่า โดนไล่ออกหรือเปล่า ยังเป็นสถาปนิกอยู่หรือเปล่า คุณเบสจึงคิดว่าต้องมีอะไรเป็นตัวช่วยยืนยัน จึงเริ่มเขียนบันทึกลงไดอารี่ของตัวเอง เริ่มลงบันทึกในเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อให้รูปภาพและข้อความเหล่านั้นมีความหมายในวันที่ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตามก็ยังไม่มีคนเข้าใจคุณเบสว่าเดินถูกทางหรือเปล่า จึงเริ่มหาสิ่งอื่นมาเพื่อเป็นตัวช่วยยืนยัน

เมื่อตัดสินใจได้เช่นนั้น คุณเบสเลยส่งบ้านที่สร้างอยู่ไปเข้าประกวดในโครงการ “Show me your home” ของนิตยสาร “My home” เพราะคิดว่าคอนเซ็ปต์ตรงกับบ้านของตัวเอง ที่เป็นบ้านที่มีความสุข ไม่ได้ใหญ่โตหรูหรา โดยในวันประกาศผลรางวัลมีคุณพ่อไปร่วมงานด้วย ปรากฏว่าได้รางวัลที่ 1 ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นบ้านดูอบอุ่น เพราะเป็นบ้านที่ช่วยกันสร้าง DIY (ทำด้วยตัวเอง) หลักจากได้รางวัลกลับมาแล้ว ได้ความรู้สึกมั่นใจกลับคืนมา คุณพ่อก็มีความสุขกับการช่วยสร้างบ้านมากขึ้น คุณแม่ก็โอเคกับสิ่งที่ทำอยู่มากขึ้น และเมื่อได้ลงนิตยสาร ก็ยิ่งถือเป็นเครื่องพิสูจน์ความสามารถของคุณเบส เป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งหลังจากนั้นคุณเบสก็ได้ต่อยอดไปสู่การขายสินค้า ทำแพ็กเกจสินค้าการเกษตรไปขายที่ถนนคนเดิน ไปขายผักที่ตลาดกับคุณแม่ ซึ่งก็มีความสุขทุกครั้งที่ไปขาย เพราะมีคนเข้ามาให้กำลังใจ

แต่กำลังใจที่คุณเบสมองว่าเป็นแรงบันดาลใจที่ดีที่สุดคือกำลังใจจากIMG_9848คุณพ่อคุณแม่ ซึ่งทำให้คุณเบสเริ่มอยากต่อยอดทำหลายๆอย่าง จากไปขายผัก ขายสินค้าเกษตรที่ตลาด คุณเบสเริ่มสร้างสวนครัว shop organic ด้านหน้าไว้ให้คุณแม่ขายสินค้า เมื่อมีเงินส่วนนึงก็เริ่มลงทุนสร้างบ้านพักหลังที่1 หลังที่2 ตามแผนที่เคยวาดไว้ ควบคู่กับการปรับปรุงพื้นที่บริเวณรอบๆให้ดีขึ้น

ซึ่งบทเรียนที่ได้ คุณเบสมองว่าได้รับประสบการณ์กับทุกสิ่งที่เคยได้ทำ เพราะสำหรับตัวคุณเบสแล้วมองว่าศิลปะคืองานชิ้นหนึ่ง ที่ไม่มีผิด มีถูก ไม่มีสวยหรือไม่สวย ยิ่งไปกว่านั้นจากเมื่อก่อนที่คิดว่าเงินสามารถซื้อได้ทุกอย่างก็ได้เปลี่ยนความคิด เพราะสิ่งที่คุณเบสได้สร้างนั้นสร้างมาจากความรู้สึก สร้างมาจากความรักของคนในครอบครัว

 

“งานศิลปะทุกชิ้นไม่มีสวยไม่สวย ผิดหรือถูก ทุกอย่างมาจากจินตนาการ แต่มั่นใจว่าบ้านไร่ไออรุณของจริงสวยกว่าในภาพแน่นอนเพราะมันมีเสียง มีรอยยิ้มของพ่อแม่ มีกลิ่นดิน มีสายฝน มีแมลงปอ ผีเสื้อ”


เมื่อถามถึงภาพในอนาคตของบ้านไร่ไออรุณ คุณเบสมองว่าอยากเห็นพื้นที่แห่งนี้เป็นมากกว่าบ้าน คนที่เข้ามาพักไม่รู้สึกว่าเป็นลูกค้า แต่มาเป็นเพื่อนที่มาร่วมกันแบ่งปันความฝัน บนพื้นที่กลางหุบเขา มาช่วยกันเก็บผัก มานอนพัก มาอ่านหนังสือ เหมือนที่ผ่านมาหลังจากเปิดได้5เดือน และด้วยเรื่องราวที่คุณเบสได้สร้างไว้ ถือว่าเป็นการคัดกรองให้คนที่เข้ามา ได้เข้าใจจริงๆว่าที่นี่มีจุดประสงค์อย่างไร เพราะที่ตั้งของบ้านไร่ไออรุณนั้นอยู่ในอำเภอที่ไม่มีใครรู้จัก แต่ในวันนี้กลับมีคนเข้ามาหา จากทั่วทุกที่ในประเทศไทยและต่างประเทศ มาให้กำลังใจและมาเยี่ยมชมความฝัน คุณเบสจึงมองอนาคตว่าอยากพัฒนาตรงนี้ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ สร้างบ้านพักเพิ่มขึ้น กระจายรายได้ไปสู่ญาติพี่น้องและคนในชุมชน โดยที่ยังรักษาคอนเซ็ปต์เดิมไว้

IMG_9847


คุณเบสได้พูด ถึง “พอแล้วดี” ว่า รู้สึกพอตั้งแต่ออกจากงานแล้ว เพราะตัวคุณเบสเองได้มีโอกาสอ่านปรัชญาของพระเจ้าอยู่หัวอยู่บ้าง และได้นำมาปรับใช้แบบสร้างสรรค์กับพื้นที่ที่ตัวเองมีอยู่ ซึ่งดีกว่าไปทำงานและเริ่มต้นในพื้นที่ของคนอื่น เมื่อได้รู้ว่าบางอย่างไม่จำเป็นต้องสร้างมาจากเงินทั้งหมด แต่สามารถสร้างได้จากสิ่งที่มีอยู่แล้ว จากสิ่งที่สร้างขึ้นมาเองได้ แล้วเมื่อมีคนเห็นคุณค่า มีคนชอบ ก็นับว่าเป็นกำลังใจที่ทำให้รู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้น “ดี” อยู่แล้ว

นอกจากนั้น คุณเบสได้ตั้งคำถามกับตัวเองกับคุณพ่อคุณแม่ทุกวัน ว่าวันนี้เรามีความสุขหรือเปล่า เมื่อพบว่ามีความสุขอยู่ก็ทำต่อไป เมื่อใดความสุขลดลงก็หยุดทำ และหันไปทำอะไรที่มีความสุข ทำอะไรให้เหมาะสมกับฐานะของตัวเอง และความรู้สึกของตัวเองว่ายังอยากทำหรือเปล่า

“เวลาจะทำอะไรจะถามพ่อแม่ก่อนมีความสุขอยู่ไหม สนใจว่าบ้านไร่จะยั่งยืนยังไง ไม่ได้สนกระแสว่าตอนนี้กำลังขายได้ดีนะ ฉะนั้นไม่ได้เน้นขายของ ไม่คิดขยายตามกระแสแล้วต้องไปกู้เงินเพื่อขยายที่ ทำเกินตัว เราเป็นชาวบ้านไม่ใช่นักธุรกิจ มองกระแสเป็นเพียงหนึ่งในโอกาสที่จะสามารถโปรโมทชุมชนกับจังหวัดเท่านั้น”

และในฐานะที่เป็นตัวแทนของพอแล้วดี The Creator คุณเบสขอเป็นกำลังใจให้กับทุุกคนที่มีความฝันที่อยากกลับบ้าน มาดูแลคุณพ่อคุณแม่ กลับมาดูแลคนที่ตัวเองรัก เพราะมันไม่มีสิ่งไหนที่สำคัญไปกว่าการกลับไปอยู่บ้าน และได้นำความรู้ที่ตัวเองมีกลับไปพัฒนาบ้านเกิด

Scroll Up