img_2965

คุณชัยนันท์ หาญยุทธ หรือคุณดิ๊ก จากจุดเริ่มต้นที่อยากจะกลับไปอยู่บ้าน เพราะไม่ชินกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบในกรุงเทพ และไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม อยากกลับไปใช้ชีวิตอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ ดูแลครอบครัว อาจจะช่วยดูแลธุรกิจต่อ หรือสร้างกิจการเล็กๆของตนเอง มาวันนี้คุณดิ๊กได้ถ่ายทอด ส่งต่อความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ให้กับเกษตรกรมากมาย พร้อมกับดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงในรูปแบบของตัวเอง

img_3023เมื่อกลับมาช่วยดูแลธุรกิจของที่บ้าน คุณดิ๊กก็เริ่มเห็นวัฏจักรหลายๆอย่างในการปลูก ในการทำเกษตรรูปแบบนั้น และรู้สึกว่ามีบางอย่างที่ไม่ถูกใจตน คุณดิ๊กเกิดความสงสัยว่าทำไมเกษตรกรที่ส่งผลิตผลให้กับทางบ้าน ไม่มีชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งๆที่ผลผลิตของเขาก็เพิ่มขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น แต่ทำไมยังคงมีหนี้สิ้นอยู่ และดูเหมือนว่ากำไรที่ได้ ก็น้อยลงเรื่อยๆทุกๆปี เลยเริ่มมาคิดว่าถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป เกษตรกรจะอยู่ไม่ได้ แล้วถ้าเกษตรกรอยู่ไม่ได้ ทุกอย่างมันจะพัง พังทั้งระบบ จากนั้นคุณดิ๊กจึงเริ่มศึกษาว่าอะไรจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับปัญหานี้

คุณดิ๊กเริ่มมาสนใจเกษตรรูปแบบใหม่ แต่ไม่ได้มีความรู้เชิงลึกว่ามีรายละเอียดเป็นอย่างไรบ้าง เพียงแต่คิดไว้ว่าอยากให้ปลอดสารเคมี จึงเริ่มศึกษาจากตรงนั้น ไปสอบถามคนที่ทำการเกษตรในแนวนี้ว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้ แล้วพอได้มีการแลกเปลี่ยนความคิด มีการพูดคุย ก็เริ่มรู้สึกว่ามีแนวคิดที่สอดคล้องกัน และเป็นอุดมการณ์ที่ตนอยากจะทำ คือช่วยลดต้นทุนในการปลูกของเกษตรกร ความคิดตรงจุดเริ่มต้นมีเพียงเท่านี้ และก็มีการต่อยอดมาเรื่อยๆ จนเป็นการทำเกษตรแบบอินทรีย์ เกษตรปลอดสาร แปรรูปสินค้าการเกษตร จนกลายมาเป็นสินค้าที่ปลอดภัย ไร้สารเคมี ภายใต้แบรนด์ ฟูด เมกเกอร์ อย่างทุกวันนี้

img_2876ก่อนจะมาเป็น ฟูด เมกเกอร์ คุณดิ๊กเล่าว่าตอนแรกที่อยากเลิกทำการเกษตรแบบใช้สารเคมี ก็ไม่มีใครในครอบครัวเข้าใจความคิดของตน เนื่องจากว่าทางครอบครัวก็ดำเนินธุรกิจแบบนี้มาโดยตลอด และก็ไม่มีใครเชื่อจนคุณดิ๊กค่อยๆเริ่มพิสูจน์ให้เห็นว่า สามารถใช้วิธีการปลูกแบบปลอดสารเคมีแล้วผลผลิตได้เพิ่มมากขึ้นพร้อมต้นทุนที่ต่ำลง ทุกคนปลอดภัย และพอได้มาทำ ฟูด เมกเกอร์ ก็เริ่มส่งเสริมการทำกิจกรรมแบบจริงจัง โดยที่ไม่เอาสินค้าหรือกระบวนการความคิดในด้านเกษตรอินทรีย์ไปยัดเยียดให้กับเกษตรกร แต่คุณดิ๊กจะใช้วิธีการหารือ การขอความร่วมมือหาตัวแทน หรือเกษตรกรรุ่นใหม่ คนที่มีความสนใจ อยากจะปรับเปลี่ยนมาทำการเกษตรในรูปแบบใหม่เหมือนกัน และคุณดิ๊กยังถือหลักแนวคิดตามพระพุทธศาสนาที่ว่า อย่าหลงเชื่ออะไร หากไม่ได้ทดลองด้วยตนเอง จึงทำให้คุณดิ๊กเข้าร่วมการอบรม เข้าค่าย มีการทดลองปลูกเอง ผสมปุ๋ยเองจริงๆ เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่ตัวเองเชื่อ เป็นสิ่งที่สามารถทำได้จริง ลดต้นทุนได้จริง เมื่อได้พิสูจน์แล้วก็มีความคิดอยากส่งต่อความรู้ และสิ่งเหล่านี้ให้กับคนอื่นๆ

ลำไยอบแห้งธรรมดา เมื่อให้คุณดิ๊กช่วยพูดถึงความพอ ว่าสำหรับตนเอง พอแล้วดีอย่างไรบ้าง คุณดิ๊กตอบว่า การพอของตนนั้นได้แยกออกเป็นหลายๆส่วน เพราะการพอในแต่ละสถานการณ์ก็ไม่เหมือนกัน พร้อมยกตัวอย่างว่า ตนเองรู้สึกไม่อยากแข่งขัน หรือดิ้นรนหางานในกรุงเทพฯ ก็รู้สึกพอกับการแข่งขันตรงนั้น เราเพียงพอประมาณไหน เราเองเป็นคนวัด ไม่ใช่คนอื่นมาวัด ต้องรู้ก่อนว่าเป้าหมายคืออะไร เพราะเป้าหมายของแต่ละคนก็ต่างกัน ความจริงแล้ว ปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียง หรือเรื่องของความพอเพียงนั้น ได้สอดแทรกอยู่ในทุกอนูของชีวิต เพียงแค่แต่ละคนจะสามารถนำแก่นต่างๆนี้ไปปรับใช้ในธุรกิจ หรือในชีวิต อย่างไรได้บ้าง และเมื่อได้มาเรียนรู้ถึงหลักปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงแล้วยิ่งเห็นชัดเจนว่า หลักสามห่วง สองเงื่อนไข หรือ การรู้จักตัวเอง มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน มีคุณธรรม และมีความรู้ ทุกสิ่งเหล่านี้ มีเหตุผลในตัวเองทั้งหมด ตอนนี้คุณดิ๊กทำธุรกิจแบบไม่ได้หวังว่าจะรวยพันล้าน หมื่นล้าน เพราะคิดว่านั่นคือกำไรชีวิตแล้ว ถ้าทำแล้วประสบความสำเร็จ แต่สิ่งหลักๆเลยคือ การที่ได้อยู่กับครอบครัว อยู่กับเกษตรกร ได้ส่งเสริมเขาไปในแนวทางที่เป็นอุดมการณ์ของตน และเป็นหนทางที่คิดแล้วว่าใช่และถูก คุณดิ๊กบอกว่า “มันเป็นความพอดี และเพียงพอ พอดีแล้วก็จะมีความสุข พอมีความสุขแล้ว ก็จะรู้สึกว่าเราไม่ต้องการอะไรเพิ่มเติมไปจากนี้”

ในฐานะที่เป็นตัวแทนของโครงการพอแล้วดี The Creator คุณดิ๊กขอฝากแง่คิดไว้ว่า ทุกวันนี้โลกพัฒนาก้าวไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนพยายามจะดิ้นรนพัฒนาตนเองเพื่อตามโลกให้ทัน แต่บางครั้งการที่ทำอะไรเร็วเกินไป ก็ทำให้หลายๆคนลืมฉุกคิด และทิ้งหลายๆสิ่งไว้อยู่ข้างหลัง ใช้ความไม่พอดีเป็นที่ตั้ง เห็นเขามีก็อยากมี เห็นเขารวยก็อยากรวย จนทำให้ชีวิตตัวเองขาดสมดุลไป เพราะลืมคิดว่าอยากมี อยากได้ หรืออยากรวยเพราะอะไร “เมื่อสังคมพัฒนาและเจริญขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านวัตถุ หรือเทคโนโลยี เรายิ่งต้องทำตัวเราให้ช้าลง เพื่อคิด วิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร อย่างมีเหตุมีผล หากเราโดนกลืนไปกับสังคมที่วิถีชีวิตเต็มไปด้วยความรวดเร็วแล้ว สุดท้ายเราก็จะลืมตัวตนของเราเอง”