sasa222-01

บางคนอาจจะยังสับสน หรือเข้าใจว่า ความพอเพียง ในหลักปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียงนั้น เป็นเรื่องๆเดียวกับ การพึ่งพาตนเอง (Self-sufficiency) แต่ความจริงแล้ว ในหลักปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียง ความพอเพียง มีความหมายกว้างกว่าแค่การพึ่งตนเองได้

โดยเราจะเรียกเศรษฐกิจพอเพียงในระดับที่เลี้ยงตัวเองได้ บนพื้นฐานของความประหยัดและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นว่า เศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน ส่วนเศรษฐกิจพอเพียงในระดับที่มีการรวมตัวกัน เพื่อร่วมกันดำเนินงานในเรื่องต่างๆ มีการสร้างเครือข่ายและการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆโดยประสานความร่วมมือกับภายนอกนั้นจะเรียกว่า เศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ดังนั้น เศรษฐกิจพอเพียงจึงไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของการพึ่งพาตนเอง โดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับใคร และมิใช่แค่เรื่องของการประหยัด แต่ยังครอบคลุมถึงการข้องเกี่ยวกับผู้อื่น การช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอีกด้วย

แท้จริงแล้ว เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวทางการใช้ชีวิตและปฏิบัติตนของคนในทุกระดับ โดยสามารถจำแนกได้เป็น 3 ระดับคือ

  • ระดับบุคคลและครอบครัว
  • ระดับชุมชน
  • ระดับประเทศ

แต่ละระดับถูกจำแนกเพื่อให้มีการพัฒนาและบริหารประเทศในลักษณะดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งก่อนที่จะนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ได้ไกลถึงในระดับประเทศนั้น จะต้องเริ่มจากระดับที่เล็กที่สุดอย่างระดับบุคคลและครอบครัวก่อน

สรุปได้ว่า ทุกๆคน ไม่ว่าจะมีบทบาท หรือหน้าที่อะไรในสังคม ก็สามารถนำหลักปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ได้ทั้งสิ้น เพียงแต่การนำมาใช้ให้มีความเหมาะสมนั้น ก็จะแตกต่างกันไปตามหน้าที่ของแต่ละคน และในขณะเดียวกัน ก็มีความจำเป็นที่จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม