img_9032

คุณเอกกมล ธีปฏิกานนท์ หรือคุณต้น และคุณนวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์ หรือคุณปุ๋ม เจ้าของธุรกิจร้านกาแฟละเลียด ผู้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุงที่ยึดหลักการอยู่แบบพอเพียง หลายคนอาจจะเกิดความสงสัยว่าอยู่กรุงเทพฯแล้วจะสามารถใช้ชีวิตอย่างพอเพียงได้จริงหรือ เป็นความพอเพียงอย่างแท้จริงหรือเปล่า เราลองมาค้นหาคำตอบกันว่าการมีวิถีชีวิตแบบพอแล้วดีในกรุงเทพฯนั้น สามารถทำได้จริงหรือไม่ เพราะอะไร และอะไรคือเบื้องหลังแรงบันดาลใจของทั้งสองคน

ก่อนที่จะมาทำธุรกิจร้านกาแฟ ทั้งคุณต้นและคุณปุ๋มได้ทำงานให้กับนิตยสาร Room ของสำนักพิมพ์อัมรินทร์ ถึงแม้ว่าจะมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี เงินเดือนสูง แต่ทั้งสองก็มาพบกับจุดอิ่มตัว จุดที่รู้สึกว่าพอกับตำแหน่งหน้าที่การงานตรงนั้น และคิดอยากจะมาเริ่มลองทำธุรกิจของตนเอง แต่ก่อนหน้าที่จะมาเปิดร้านกาแฟละเลียด ทั้งสองได้ไปลองใช้ชีวิตการทำฟาร์ม และการดริปกาแฟที่ประเทศญี่ปุ่น ได้เรียนรู้การทำออร์แกนิคฟาร์มมิ่ง แล้วรู้สึกว่าน่าจะเอามาปรับใช้กับชีวิตได้ เมื่อได้ทบทวนว่าตนเองมีประสบการณ์ในการดริปกาแฟผสมกับความรู้สึกที่คิดว่าชอบ เพราะการดริปกาแฟเป็นการชงกาแฟแบบไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์เยอะมาก แต่คนชงก็ต้องมีความรู้ในระดับหนึ่งที่จะสามารถชงให้ได้อร่อยเหมือนกับใช้เครื่อง จากประสบการณ์กาแฟที่ชงก็มาจากแหล่งปลูกหลายๆแหล่ง ความคิดที่ว่ากาแฟไทยน่าจะมีที่ยืนตรงนี้เหมือนกันก็เกิดขึ้น จึงเริ่มมาปรึกษากับญาติที่เป็นนักวิชาการเกษตรที่ทำงานร่วมกับชาวเขาที่ปลูกเมล็ดกาแฟตัวนี้

img_8962

หลังจากที่กลับมาจากประเทศญี่ปุ่น รูปแบบการดำเนินชีวิตของคุณต้นและคุณปุ๋มก็ค่อยๆปรับเปลี่ยนไป มีการเรียนรู้เพิ่มเติมในด้านการปลูกผัก เพราะเป็นคนชอบกินผักและคิดว่าถ้าปลูกเองได้ก็ไม่ต้องซื้อ และหันมาใช้วัตถุดิบหมุนเวียนในบ้านด้วยเช่นกัน โดยการทำน้ำหมักรดเป็นปุ๋ย สิ่งนี้คือสิ่งที่คุณพ่อคุณปุ๋มทำมาตั้งแต่คุณปุ๋มยังเป็นเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการแยกขยะ การทำแก๊สใช้เองในบ้าน สิ่งเหล่านี้มันเป็นการจัดการที่ทำให้สภาพแวดล้อมดีขึ้น ทำให้กลายเป็นเลิกใช้ทุกอย่างที่เป็นสารเคมีไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอางค์ สบู่ ยาสระผม และความคิดเหล่านี้ก็ส่งผลในการทำกาแฟด้วยเช่นกัน กาแฟที่ถูกเลือกถูกคัดสรรมาจะมาจากแหล่งที่ไม่ใช้สารเคมี ปลูกแบบในลักษณะใต้ต้นไม้ใหญ่ พวกใบไม้จากต้นไม้ใหญ่ร่วงลงมาก็จะกลายเป็นปุ๋ยให้กับต้นที่อยู่ด้านล่างแล้วก็ช่วยให้พื้นดินชุ่มชื้น สิ่งนี้จะเป็นคุณสมบัติของกาแฟที่มีคุณภาพ

คุณต้น และคุณปุ๋มได้อธิบายถึงการนำความพอเพียงและเศรษฐกิจสร้างสรรค์เข้ามาใช้ในการทำธุรกิจว่าพอเพียงขั้นแรกเลยที่เริ่มทำร้าน คือเริ่มจากความชอบก่อน เริ่มจากความต้องการว่าอันนี้คือสิ่งที่เราอยากทำนะ จากนั้นก็ประมาณตนเองว่า ณ ตอนนั้น มีต้นทุนเท่าไหร่ที่จะทำร้านหนึ่งหรือแบรนด์หนึ่งให้เกิดขึ้น ค่อยๆเริ่มจากสิ่งที่มี รวมถึงศักยภาพในตอนนั้น ทั้งคุณต้นและคุณปุ๋มเรียนดีไซน์ ดังนั้นจึงรู้ว่าการที่จะสร้างแบรนด์โดยเอาดีไซน์เข้ามานั้นทำยังไง แต่อย่างที่สองเลยคือเรื่องของการทำกาแฟ การทำกาแฟถือว่าเป็นสิ่งใหม่และเป็นศักยภาพที่ยังน้อยอยู่เมื่อเทียบกับเรื่องของการดีไซน์ แต่ถ้าจะเปิดร้านกาแฟก็ต้องรู้เรื่องนี้ให้มาก เลยเริ่มไปเรียนรู้โดยใช้วิธีการฝึกฝนและสร้างสมประสบการณ์ในการทำมาเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าสามารถสอนน้องได้แล้วมีพนักงานได้ ในการเริ่มต้นก็เริ่มกันที่สองคนก่อน เพราะไม่มีกำลังที่จะจ้างพนักงาน คุณต้นและคุณปุ๋มเอาเงินเก็บทั้งหมดมาดูว่าเงินเก็บมีเท่านี้จะเอามาทำอะไรได้บ้าง โดยสิ่งสำคัญที่ต้องมี คือเครื่องชงกาแฟ และอุปกรณ์ ซึ่งพอซื้อตรงนี้ครบ ต่อไปก็เป็นเรื่องของเฟอร์นิเจอร์ คุณต้นบอกว่าส่วนหนึ่งก็คืออยากประหยัด แต่อีกส่วนหนึ่งคืออยากจะลองพึ่งพาตัวเองดู เอาให้เราทำได้แบบไม่เรียกว่าลำบากจนเกินไป เลยลองมาคำนวณดูว่าถ้าไปซื้อเฟอร์นิเจอร์รวมๆทั้งชุดในการเปิดร้านก็เป็นเงินจำนวนหลายหมื่น จึงคิดใหม่ว่าถ้าลงทุนเป็นการซื้อเครื่องมือน่าจะดีกว่า พอเริ่มไปหาข้อมูลและคิดคำนวนอีกทีก็รู้ว่า ถ้าทำเองเหนื่อยแรงหน่อย แต่ว่าต้นทุนก็จะลดลงไปเกินครึ่ง เลยทำให้รู้สึกว่าแทนที่จะไปลงทุนซื้อของที่สวยงามสำเร็จทีเดียวก็เริ่มจากการลงทุนเครื่องไม้เครื่องมือ และลงแรง ซึ่งสิ่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ลงมือทำเฟอร์นิเจอร์ ก่อนเปิดร้านก็นั่งเลื่อย นั่งขัด ซึ่งก็ไม่ได้ทำได้แบบมืออาชีพ แต่พยายามทำให้ง่ายที่สุดและใช้งานได้จริง เลยมองว่าสิ่งนี้คือความพอเพียงในการเริ่มต้นที่มารวมกับความรู้ประสบการณ์ ความสามารถที่มีมาสร้างสรรค์ในสิ่งที่ต้องการได้

img_8979            ถ้าพูดถึงความพอแล้วดีสำหรับคุณต้น คุณต้นจะนึกถึงเรื่องความสมดุลเป็นอย่างแรก “ความสมดุลหมายถึง ไม่ว่าผมจะเริ่มลงมือทำอะไร ผมจะต้องเริ่มลองหาจุดที่ผมไม่ทุกข์ร้อนใจแล้วก็รู้สึกมั่นใจ ตั้งใจที่จะทำได้ และมันตอบสนองความคิดของเราได้” คุณต้นยกตัวอย่างถึงร้านกาแฟละเลียดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่คุณต้นสามารถหาจุดสมดุลของชีวิตและธุรกิจได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความชอบ ความสนใจในเรื่องกาแฟ เรื่องของการอยากใช้ทักษะของตัวเองในเรื่องการลงมือทำในอะไรหลายๆอย่าง ซึ่งทำให้รู้สึกว่าการพึ่งพาตัวเอง การหาจุดสมดุลตรงนี้ได้สร้างความยินดีให้กับตนเอง ทำให้มีพลังในการทำอะไรที่สร้างสรรค์มากขึ้น

ส่วนพอแล้วดีสำหรับคุณปุ๋ม คุณปุ๋มคิดว่าความพอเพียงนั้นมีความสัมพันธ์กับการมีสติด้วย “ความพอเพียงขึ้นอยู่กับการที่เรารู้ตนเอง ประมาณตนเอง พอเรารู้ตัวเอง เราก็จะรู้สึกว่าเราเพียงพอกับมัน” ความพอเพียงของแต่ละคนไม่เท่ากัน ความพอเพียงคือความรู้สึกที่อยู่ตรงกลาง ไม่น้อยไปและไม่ได้ต้องการให้มากไปกว่านี้ หากต้องการมากขึ้นก็จะไม่ใช่ความพอเพียงแล้ว เพราะว่า ณ ตอนนั้นจะไม่มีความสุข จะกลายเป็นความโหยหา และถ้าน้อยไปก็ไม่ใช่ความสุขอีกเช่นกันเพราะว่าต้องการเพิ่ม ดังนั้นพอมีสติ รู้ตัวว่าจุดไหนคือจุดที่พอมีความสุขตรงนั้น พอรู้ตัวว่าพอเพียง พอใจ ก็คือพอแล้ว ซึ่งเราไม่สามารถตัดสินคนจากภายนอกได้ว่าเขามีความสุข หรือไม่มีความสุข บางคนสามารถมีความสุขได้โดยที่ไม่ต้องมีอะไร ไม่ต้องเดินทางไปไหนอยู่ในโลกของตัวเอง อยู่ในแบบที่ตัวเองเป็น ที่ตัวเองมีก็มีความสุขแล้ว

ในฐานะตัวแทนโครงการพอแล้วดี The Creator คุณต้นและคุณปุ๋มอยากให้โครงการนี้เป็นเหมือนจุดเริ่มต้น ให้คนได้มีโอกาสย้อนกลับมามองที่ตัวเองมากกว่าที่จะไปดูคนอื่น แล้วตั้งคำถามว่าพอแล้วดี คืออะไร “เพราะทุกวันนี้คนส่วนใหญ่มองออกไปข้างนอกตลอดเวลา คิดว่าโลกเป็นแบบนั้นแบบนี้ และหากเราไม่รู้จักตัวเองก็จะไม่มีทางรู้เลยว่าจุดพอของตัวเองอยู่ที่ตรงไหน”

img_8965

สุดท้ายนี้คำถามที่หลายๆคนสงสัยว่าอยู่ในกรุงเทพฯแล้วจะสามารถพอเพียงได้จริงไหม ทั้งสองตอบว่า พอเพียงได้จริงๆ เพราะพอแล้วดีนั้นไม่ได้มีรูปแบบกำหนดว่าต้องเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน คุณถึงจะสามารถพอแล้วดีได้ “อยู่ในกรุงเทพฯก็อาจจะต้องมีสติมากขึ้นเพราะมันง่ายที่จะถูกกลืนไปกับกิเลส หรือวัตถุต่างๆ แต่คุณก็สามารถรู้จักพอได้ เพียงแค่ต้องฝึกจิตไม่ให้ใหลไปตามกระแส” พอฝึกตัวเองไปเรื่อยๆ ก็จะรู้ว่าจริงๆสิ่งไหนคือเปลือก สิ่งไหนคือแก่นแท้ อะไรคือความสุขที่แท้จริง ถ้าหาเจอจิตใจก็จะสงบสุขใช้ชีวิตอยู่ได้ แล้วก็สามารถทำสิ่งสร้างสรรค์ต่อได้ ซึ่งทุกคนสามารถทำได้ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องกลับไปทำไร่ หรือทำอะไรที่ไม่อยากทำ ชีวิตของทุกคนไม่เหมือนกัน จุดสมดุลแต่ละคนแต่งต่างกัน แต่ถ้าทุกคนตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ก็จะสามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้อย่างเข้มแข็ง สิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ทุกคนต่างมีความสำคัญในทุกสายอาชีพ

คนส่วนใหญ่อยากจะอยู่ในโซนที่ปลอดภัย มีความมั่นคง ยกตัวอย่างเวลาเจอเพื่อน เพื่อนก็จะบอกว่าทำงานเหนื่อยมากเลย อยากออกอะไรแบบนี้ แต่ว่าเขารู้สึกว่าตรงนั้นเป็นโซนที่ปลอดภัยของเขา เขาได้เงินเดือน “แต่จริงๆแล้วหลักสามห่วงสองเงื่อนไขของปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเป็นอีกหนึ่งโซนปลอดภัย หากอยู่ในนั้นได้จะปลอดภัยไปทั้งชีวิต ไม่ใช่ปลอดภัยเพียงชั่วคราว เพราะเป็นหลักคิดในชีวิตแล้วเป็นสิ่งที่ช่วยป้องกันสิ่งไม่ดีที่จะเกิดขึ้นได้ เหมือนเป็นโซนใหม่ที่ปลอดภัยจริงๆ” ซึ่งใครๆก็สามารถได้เข้ามาอยู่ในโซนนี้ได้หมด ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อยู่ที่ไหนก็ตาม

 

Scroll Up