IMG_9097

คุณอุกฤษฏ์ วงษ์ทองสาลี หรือคุณต่อ จากคนในสายงานเอเจนซี่โฆษณา กลับมาสานต่อธุรกิจอาหารพื้นเมืองของครอบครัว อาหารที่ใส่ความคิดสร้างสรรค์โดยการประยุกต์ผลไม้พิ้นเมือง จนเป็นเมนูที่น่าสนใจอย่างเช่น มัสมั่นทุเรียน และ ยำมังคุด ที่สร้างแรงดึงดูดให้คนหันกลับมามองธุรกิจผลไม้มากขึ้นในเมืองผลไม้อย่างจังหวัดจันทบุรี จากที่เคยรู้สึกล้นและเหนื่อยเพราะความไม่พอ ก็ได้พบความสุขเมื่อพบกับความพอดี

ในสมัยที่เพิ่งเรียนจบจากต่างประเทศ คุณต่อก็เหมือนคนทั่วไป มีความฝันที่จะทำงานและประสบความสำเร็จ คุณต่อได้เข้าทำงานในสายโฆษณาที่กรุงเทพ จนเมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็รู้สึกว่าทุกอย่าง มันเยอะเกินไป เลยกลับมาทบทวนกับตัวเองว่าจะทำอย่างไรให้ชีวิตมีความสมดุลและมีความสุข ประจวบกับที่บ้านของคุณต่อที่จังหวัดจันทบุรีมีกิจการร้านอาหาร ซึ่งมีอายุกว่า 50 ปี คุณต่อจึงมีความคิดที่อยากนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ รวมถึงประสบการณ์ต่างๆ มาปรับปรุงและเสริมประโยชน์ให้ธุรกิจครอบครัว เลยลองให้โอกาสกับตัวเอง

เริ่มต้นจากการทดลองด้วยการกลับไปที่บ้านบ่อยขึ้น และลองมองถึงความแตกต่างจากทั้งสองงานว่า จากที่เคยเขียน Invoice ให้ลูกค้าเป็นหลักร้อย มาลองหยิบเงินทอน 5 บาท 10 บาท หรือเวลามีคนเรียกใช้ เรียกเก็บ เรียกหยิบ จะรู้สึกโอเคไหม ซึ่งคุณต่อเองก็รู้สึกโอเค ไม่ได้รู้สึกแตกต่างอะไร หลังจากทดลองเป็นระยะเวลาหนึ่งปี จึงตัดสินใจที่จะกลับมาทำธุรกิจของครอบครัวIMG_9096

“สำหรับคนที่จะกลับมาบ้านเนี่ย ไม่ว่าจะกลับมาด้วยความเพรียบพร้อม หรือ พ่ายแพ้ อะไรก็แล้วแต่ ขอให้กลับมาพร้อม passion (ความปรารถนาอย่างแรงกล้า) ไม่ว่าจะมาโดยความอิ่มแล้วจากเมืองกรุง หรือว่า เสียสูญอะไรบางอย่าง หรือเซกลับมาเนี่ย แต่กลับมาต้องมี passion ในการเดินหน้าของชีวิต เมื่อมันมี passion แล้ว เราจะเห็นทุกอย่างในบ้าน ในจังหวัดเราเนี่ย เป็น opportunity (โอกาส) หมด ทั้งโอกาสของธุรกิจตัวเอง หรือ โอกาสที่จะทำให้บ้านเมืองดีขึ้น”

ซึ่งตอนแรกที่คุณต่อกลับมาที่บ้านใหม่ๆ ก็มีความคิดอยากขยายกิจการ จึงเปิดสาขาที่ 2 ซึ่งช่วงนั้นก็ฉุกคิดได้ว่า ถ้าจะเติบโตคนเดียวก็คงไม่ได้ จึงนำความรู้ และประสบการณ์ ไปช่วยเหลือคนในชุมชนให้เดินหน้าไปด้วยกัน พอมีงานอะไรที่เกี่ยวกับชุมชน สังคม ที่ช่วยเหลือได้ก็จะเข้าไปออกแรง ออกความคิดเห็น เช่น งานของริมน้ำจันทบูร จนทำให้เกิดเป็น ชุมชนริมน้ำจันทบูร ที่มีบ้านหลวงราชไมตรี เป็นสถานที่ที่อนุรักษ์และเป็นที่ทำเงินได้

จากร้านอาหารพื้นเมือง ขายหมูชะมวง เส้นจันทร์ผัดปูม สมุนไพรกระวาน คุณต่อมองว่าการขายอาหารพื้นเมืองเป็นเพียงแก่นหนึ่งที่สามารถหยิบจับแล้วแตกหน่อออกผลได้ จึงหันกลับไปมองว่าเมืองจันท์มีอะไรบ้าง เมื่อคิดได้ว่าเมืองจันท์เป็นเมืองผลไม้ เลยเกิดความคิดที่อยากนำเอาผลไม้มาเป็นตัวชู หรือจัดให้น่าสนใจขึ้น ซึ่งช่วงนั้นเป็นก็ช่วงที่ผลไม้ขายได้ไม่ดี ทุเรียน มังคุด เงาะ ขายไม่ได้ จึงกลับมาคิดว่าจะทำยังไงให้กลับมาเป็นที่นิยม เมื่อได้ไอเดียก็เลยเกิดเป็น ส้มตำทุเรียน ยำมังคุด มัสมั่นทุเรียน ยำชมพู วุ้นสำรอง ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ถูกเอามาบิดมาทำให้น่าสนใจมากขึ้น มีการลองผิดลองถูก ล้มเหลวบ้าง แต่ก็ได้เรียนรู้ว่าอะไรดี อะไรไม่เป็นที่นิยม อย่าง น้ำสำรองที่แต่ก่อนมีไว้ดื่มอย่างเดียวก็ลองเอามาทำเป็นวุ้น มาใส่กับไอศกรีมมะพร้าว ทำให้สดชื่น และมีเลเยอร์ในการ เอาความพอเพียงแต่สร้างสรรค์มาปรับใช้ให้มีคุณค่ามากขึ้น ด้วยเหตุนี้เองผลไม้พื้นเมืองกลับมาได้รับความสนใจ คนรู้จักการนำผลไม้เหล่านั้นไปประยุกต์ ส่งผลให้ธุรกิจตื่นตัวอีกครั้ง

แต่กว่าธุรกิจจะประสบความสำเร็จเช่นทุกวันนี้ คุณต่อก็ต้องเผชิญกับปัญหาท้าทายมากมาย ซึ่งมีเหตุผลหลักจากความ “ไม่พอ” อย่างเช่นช่วงแรกที่เริ่มทำร้านอาหาร ก็อยากขยายร้าน อยากทำให้ร้านเป็นที่รู้จัก แต่พอเริ่มลงมือทำจริงๆ ก็คิดได้ว่า มันไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ การขยายร้านที่เอาแต่ปริมาณ ทำให้รู้สึกว่าไม่สมดุล จึงตัดสินใจไม่เอาปริมาณ หันมาเอาคุณภาพแทน จากที่จันทรโภชนาจะได้ไปเปิดตามที่ต่างๆ ก็ตัดสินใจเปิดที่จังหวัดเดียวคือ จันทรบุรี แล้วทำให้ดี ทำให้เป็นแบรนด์แหล่งท่องเที่ยว ซึ่งมีจุดมุ่งหมายให้คนมารู้จักเมืองจันท์ผ่านอาหาร ให้เป็นร้านอาหารที่ถ่ายทอดความเป็นจันทรบุรี มาทานอาหารพื้นเมือง และได้อะไรกลับไปมากกว่าความอร่อย ซึ่งนับว่าเป็นความพอเพียงและความสร้างสรรค์ที่สมดุลกัน

เมื่อร้านมีจุดยืนที่แข็งแรงแล้ว ต่อไปคิดอยากจะทำอะไรก็ไม่ใช่เรื่องยาก ไม่จำเป็นต้องขยายให้ใหญ่ แต่นำของจากท้องถิ่น เช่น พริกไทย กุ้งแห้ง ผลไม้แปรรูป มาเสริม ซึ่งที่ร้านมีการให้บริการทั้งทานที่ร้าน และ ซื้อกลับบ้าน โดยไม่ว่าแบบไหนทางร้านก็ให้ความสำคัญกับ ประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้กลับไป ซึ่งสามารถทำให้ธุรกิจขยายได้ในหลายรูปแบบ โดยไม่ต้องกังวลต่อเรื่องของความต้องการที่จะเติบโตในเชิงของขนาด

คุณต่อให้ความเห็นว่า ความลงตัว ต้องได้เรียนรู้ ได้ลองผิด ลองถูก การจะสร้างความสมดุลขึ้นมา ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆจะเกิดขึ้นได้เลย
“ผมเรียนรู้ความพอดี จากความไม่พอดี เมื่อได้รู้ว่า ความไม่พอ มันเป็นยังไงถึงได้รู้ว่า พอ มันดีกว่า ไม่พอ จากการที่จะทำล็อตใหญ่ๆ ขายเยอะๆ เอาปริมาณ แล้วไอ้ความใหญ่ความเยอะ ความล้นเนี่ย มันไปตัด กลบ ลบทิ้ง การใส่ใจคุณภาพ ความลงตัวของอาหาร ก็ต้อง step back กลับมา ถึงรู้ว่า เนี่ยคือ จุดที่คุณควรพอ”

IMG_9086ซึ่งในเชิงการตลาด คุณต่อคิดว่าการทำแบบนี้ ผู้บริโภคเองก็จะรู้สึกดี สินค้าน่าซื้อ มีคุณค่า น่าสนใจมากกว่า เพราะถ้าเพียงคิด อยากเพิ่มโต๊ะเยอะๆ แต่มีครัวเล็ก พนักงานดูแลน้อย ย่อมเสียมากกว่าได้แน่นอน ความไม่พอดีนี่เองที่ทำให้คุณต่อรู้สึกว่า พอเถอะ แล้วจะดีเอง คุณต่อยังมีความคิดอีกว่า การมีความคิดสร้างสรรค์ แล้วเมื่อคนอื่นได้เห็น และนำเอาไปใช้ หากสิ่งนั้นสามารถนำไปทำให้ชีวิตเขาเดินหน้าต่อไปได้ ก็ยินดี
“ผมเป็นคนไม่กลัวเรื่องการก็อปปี้ไอเดียนะ ตราบใดที่ผมรู้สึกว่า ผมมีปัญญา มีความอดทน มีความขยัน ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เราไม่กลัว ไม่มีความยากจนในหมู่คนขยัน และถ้าในความขยันมีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะมาก็อปปี้ ยิ่งมีคนมาก็อปปี้เท่าไร ก็ขอบคุณนะ เป็นตัวชี้วัดว่าสิ่งที่เราทำน่ะดีนะ”

ซึ่งคุณต่อได้มองภาพอนาคตของจันทรโภชนาว่า เป็นแบรนด์ที่มีความสุข อยู่ในท้องถิ่นของตัวเอง ให้คนทั่วโลกได้มองเห็นว่า ความสุขในท้องถิ่นป็นอย่างไร และการที่คุณต่อใช้คำว่า “ทั่วโลก” เพราะการที่เป็นแบรนด์ที่ไม่ได้มีขนาด ใหญ่ ไม่ได้หมายความว่า ให้โลกรับรู้ไม่ได้ การที่เป็นแบรนด์เล็กๆก็สามารถที่จะส่องแสงให้ทั้งโลกรู้ได้ว่า ความสุขในท้องถิ่นเป็นอย่างไร

ท้ายที่สุดนี้คุณต่ออยากฝากให้สังคมเข้าใจถึงความสมดุล และเป็นกำลังใจให้กับทุกคน “พอแล้วดี” ไม่ใช่สำหรับแค่เฉพาะผู้ประกอบการ แต่ใครก็ตามในสังคมสามารถนำเอาความคิดแบบนี้มาใช้ในการดำเนินชีวิต
“อะไรที่หายหาให้เจอ อะไรที่เกินก็เอาออกไป ก็เกิดความ “พอ” เมื่อ “พอ” แล้วก็จะ “ดี” ”

IMG_9093