IMG_9216

คุณ สุธีร์ ปรีชาวุฒิ หรือคุณธีร์ เกษตรกร ผู้ยึดหลักคุณธรรม ไม่เอาเปรียบผู้บริโภคและไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม มีความมุ่งมั่นดำเนินกิจการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทดลอง เรียนรู้ และขยายผลไปยังสังคมรอบข้าง พร้อมสร้างเครือข่ายที่ช่วยให้เกษตรกรมีความมั่นคง

จากลูกชาวสวน เกิดในสวน ทำสวนผลไม้ โตขึ้นมาเรียนด้านจุลชีววิทยา จบวิศวะฯ เครื่องกล และได้ทำงานในกรุงเทพ ซึ่งหลายๆอย่างในตอนนั้น ทั้งเรื่องสุขภาพ การเงิน สังคม ทำให้คุณธีร์รู้สึกไม่สนุกกับชีวิตเมืองกรุง จนวันหนึ่งคุณธีร์มีโอกาสไปตลาดสด เห็นเงาะราคา 18-20 บาท และในห้างราคาเกือบ 30 บาท ในขณะที่ชาวสวนขายได้ 7-8 บาทเท่านั้น จึงมีความคิดที่อยากจะกลับไปทำอะไรให้ดีขึ้น

หลายคนอาจมีโอกาสเริ่มทำเกษตรอินทรีย์จากการทำปลูกเพื่อกิน ปลูกเพื่อแจกจ่าย แต่ในกรณีของคุณธีร์ซึ่งมาจากสายทำผลไม้เพื่อการค้านั้น หันมาทำอินทรีย์เนื่องจากเจอปัญหาจากการใช้ยาฆ่าแมลงหนัก แล้วคุณพ่อป่วย จึงหาคำตอบ และได้เริ่มทำอินทรีย์มาจากตรงนั้น มีความคิดที่ว่า ถ้าเลือกระบบเดิมๆ เลือกเงิน เลือกอะไร แล้วมันจะคุ้มไหมกับสุขภาพที่เสียไป

“คือประมาณ 20 กว่าปีก่อนหน้านี้ คือสวนเราเป็นเกษตรเคมีทำทุเรียนอย่างเดียวเลย เงินมันดีมาก แต่ก็ต้องฉีดยาเยอะมาก จนพ่อวูบ หมดแรงอยู่ในสวน แล้วไปตรวจ หมอก็บอกว่าสารเคมีในเลือดที่เข้าสู่ร่างกายมันเกินมาตราฐานละ สมัยนั้นพ่อทำเอง แรงดี ก็ทำเองทุกอย่าง หมอบอกต้องลดแล้วนะยาสารเคมีไรพวกนี้ ไม่อย่างนั้น จะป่วยหนัก…”

IMG_9241ซึ่งหลังจากเกิดเรื่อง คุณพ่อของคุณธีร์เลือกที่จะค่อยๆลดสารเคมีลง แต่ก็ยังใช้อยู่บ้าง จากวิถีชีวิตที่ทำทุเรียนก็ต้องหันมาทำ เงาะ มังคุด ลองกอง ที่ใช้สารเคมีน้อยลง โดยหลังจากหนึ่งปีที่คุณธีร์ได้กลับจันทรบุรีและเริ่มทำสวน ก็เริ่มจากวิธีของคุณพ่อ ซึ่งมีฉีดสารเคมีบ้าง เพื่อเรียนรู้ระบบเก่า หาว่าปัญหาคืออะไร และหาวิธีไม่ใช้สารเคมีจากอินเตอร์เน็ต ซึ่งก็พบว่าแค่ตัด ปุ๋ยเคมีกับ ยาฆ่าแมลง ที่เคยใช้ก็นับว่าเป็นเกษตรแบบอินทรีย์แล้ว จึงเริ่มศึกษาหาข้อมูลต่อ

พอเข้าปีที่ 2 ในการทำสวน คุณธีร์ก็เริ่มทดลองเกษตรอินทรีย์กับพื้นที่บางส่วน ประมาณ 17 ไร่ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่สวย ทั้งลักษณะรูปทรงและสี ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของความสมดุลในธรรมชาติ ที่จะมีแมลงกินผลไม้ แต่ในเมื่อพอผลผลิตออกมาไม่สวยจึงประสบกับปัญหาว่าใครจะมาเป็นลูกค้า พอเอาไปขายให้พ่อค้าคนกลางก็โดนกดราคาไปกว่าครึ่ง จึงต้องหันมาเรียนรู้ระบบการค้าควบคู่ไปด้วย

คุณธีร์ได้เริ่มมองหาตลาดที่จะช่วยตีตราว่าผลไม้ที่นำไปขายนั้นเป็นผลผลิตแบบปลอดสารเคมี และลองคัดเลือกผลผลิตที่สวยเข้าตลาดบน เพื่อที่จะขายอีกราคาหนึ่งให้มาครอบคลุมส่วนต่างของผลไม้ที่ไม่สวยที่จะต้องขายตามตลาดทั่วไป ซึ่งผลไม้ที่ไม่สวยนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากในการขายออกไปเพราะสำหรับบางคนแล้วก็ชอบที่จะเลือกกินผลไม้แบบไม่สวยได้เพราะเขารู้ว่ามันไม่ใช้สารเคมี แถมราคาไม่แพง อย่างไรก็ตามต้นทุนของคุณธีร์ที่เสียไปก็ยังไม่คืนมา ณ เวลานั้น

ในปีที่ 3 คุณธีร์จึงเลือกที่จะขยายแปลงการเกษตรอินทรีย์อีก ไปเกือบ 70 กว่าไร่ และยังเลือกทำการตลาดแบบเดิม คือพยายามส่งร้านค้าปลีก แต่ปัญหาที่พบก็คือ มีบริษัทเจ้าใหญ่ที่คอยป้อนผลไม้ให้กับร้านค้าพวกนี้อยู่แล้ว จึงตั้งคำถามกับตัวเองว่า จะต้องใหญ่แค่ไหนนะ ถึงจะสู้กับบริษัทเหล่านั้นในตลาดเคมี แล้วผลผลิตจากอินทรีย์ในระยะปรับเปลี่ยนจะต่อสู้ในตลาดเคมีได้อย่างไร

ระหว่างเข้าปีที่ 4 นับว่าเป็นโชคดี ที่คุณธีร์ ได้รู้จักกับ คุณเบส ซึ่งมีปัญหาแบบเดียวกัน จึงมารวมตัวกัน และเริ่มวางแผนทำเกษตรอินทรีย์ร่วมกัน ส่งผลให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้น มีผลต่อเนื่องมากขึ้น พอได้เริ่มเข้าไปคุยกับลูกค้า จึงเกิดเป็นกลุ่มที่แน่นหนาขึ้น

ซึ่งคุณธีร์มองการรวมกลุ่มชุมชนอินทรีย์จันทบูรว่ามีข้อแตกต่างกับการที่ตัวเองเคยเป็นรายย่อยตรงที่ ถ้าต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างขาย ก็จะเจอปัญหาเดิมๆอีก  จึงมีความคิดที่จะขยาย และชวนคนที่มีแนวคิดตรงกัน ที่เข้าใจระบบการค้าเหมือนกัน ซึ่งตอนนั้นคุณเบสได้เสนอความคิดที่ว่า ให้เพิ่มการปลูกผักด้วย เพื่อที่จะลดงานผลไม้ลง และเพิ่มงานระหว่างปีให้มากขึ้น จึงร่วมมือกันไปทำตลาดผักในโรงพยาบาล และยังคงทำมาจนถึงทุกวันนี้ คุณธีร์มองว่าโรงพยาบาลจำเป็นต้องใช้ผักปลอดสารเคมีเยอะ น่าจะได้ทานผักที่ปลอดสารเคมี

IMG_9209

โดยการทำเกษตรอินทรีย์ คุณธีร์มองว่าต้นทุนจะลดลงก็ต่อเมื่อ ต้นทุนทางแวดล้อมต้องดีจริง คือต้องรู้ว่าจะมีการจัดการในพื้นที่อย่างไร เพราะมีหลายคนที่ทำเกษตรอินทรีย์แล้วคิดว่าทุ่มเงินลงไปอย่างเดียวแต่ไม่มีทักษะที่จะใช้ในการจัดการว่าพื้นที่ตรงนั้นจะต้องจัดการแปลงอย่างไร ก็ขาดทุนกันไปเยอะมาก ถ้าจะทำเกษตรอินทรีย์เพื่อการค้า จะทำอย่างไรให้เป็นธุรกิจที่สามารถดำเนินการได้ จะต้องมีการประชาสัมพันธ์ ทำการตลาด ต้องเรียนรู้ระบบ และวิธีที่จะเพิ่มมูลค่าของเรา

ซึ่งในปีที่ 4  คุณธีร์คิดว่าที่สวนนั้นเริ่มเป็นเกษตรอินทรีย์แบบมาตราฐาน ไม่ใช่อินทรีย์ตามใจฉันเหมือนตอนแรก ได้รู้จักคนเยอะขึ้น หาตลาดได้มากขึ้นเพราะมีมาตราฐานรองรับ มีการรวมกลุ่มกัน ทำตลาดร่วมกัน ขายสินค้าร่วมกัน ขนส่งร่วมกัน กระจายความเสี่ยงร่วมกัน คือ วางแผนการผลิตว่าคนนี้ทำเดือนนี้ คนนั้นทำเดือนนั้น ในแง่ความรู้สึกในการรวมกลุ่มกัน คุณธีร์เริ่มเห็นทางเดินเล็กๆ ที่จะพอเดินไปด้วยกันได้

“ผมเห็นผู้บริโภคที่เขารอกินและสนใจอยากรู้ว่าเราทำอะไร แล้วกลับมาดูเรื่องราวของเรา ก็เกิดความเชื่อใจในผู้บริโภค ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ พอมันเกิดสังคมเล็กๆนี้ คนกินรู้ว่าต้องซื้อของเราที่ไหน เราก็รู้ว่าของที่เราทำต้องวางไว้ตรงไหน ก็มีความมั่นคงเล็กๆระดับหนึ่ง”

คุณธีร์จึงมาคิดต่อว่าจะทำอย่างไรให้ขยายไปถึงคนอื่นได้ จึงตระหนักได้ว่าต้องสร้างระบบให้มันเป็นธรรมด้วยกัน ซึ่งระบบนั้นก็คือ การสร้างความรับรู้ ให้เกษตรกรรู้ว่าเขาจะขายให้ใคร คนกินก็รู้ว่าเขากินของจากใครและหาได้ที่ไหน ซึ่งใครคนนั้นก็จะเข้ามาช่วยจัดการขั้นตอนการขนส่ง ระบบการขาย พอมันเกิดระบบขึ้น คุณธีร์ก็รู้สึกว่า ชีวิตสงบขึ้น ไม่ต้องเข้าเมืองไปขายของ แต่อยู่ตรงนี้ ใช้ชีวิต ทำของดีๆให้มันหลากหลาย และมีคุณภาพดี เหมือนทำให้เพื่อนกินในเมือง

เมื่อมีคำถามถึงคุณธีร์ว่า เมื่อ “พอ” แล้ว “ดี” อย่างไร คุณธีร์ยิ้มกว้างแล้วตอบว่า สุขภาพกายดีขึ้นมาก เด็กๆจากไม่เคยเป็นภูมิแพ้ พอเข้าไปอยู่ในเมืองเป็นภูมิแพ้ ได้กลับมาที่จันทบุรีก็หายขาด สุขภาพจิตจากที่ต้องอยู่ท่ามกลางรถติดทุกวัน มาอยู่ที่นี่ก็นิ่งขึ้น แล้วหลังจากที่ทำเกษตรอินทรีย์ ก็ไม่เคยตรวจเจอสารเคมีในเลือดอีกเลย จากตอนที่เริ่มทดลองและทำเกษตรอินทรีย์จนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลา 7 ปีได้ จนรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่มันตอบโจทย์คนหลายกลุ่ม ทั้งคนที่อยากสุขภาพดี ทั้งคนที่อยากช่วยเกษตรกร และคนที่อยากกินของอร่อย และให้ความเห็นว่า

สุดท้ายนี้สิ่งที่คุณธีร์อยากฝากถึงทุกคนในสังคมในฐานะที่เป็น The Creator คือ ให้ทุกคนดูพื้นฐานว่าตัวเองมีอะไร แล้วขาดอะไร พื้นฐานต้องแน่นพอ และต้องอุดรอยรั่วของทั้งหมด ถ้าพื้นฐานแน่น ก็จะทำอะไร ทดลองอะไร จะสามารถขาดทุนโดยไม่รู้สึกเสียดายได้ เพราะคำว่าขาดทุนนั้นก็มีหลายรูปแบบ สำหรับบางคนอาจจะหมายถึงการเอาเงินมาลงทุนแล้วขาดทุน แต่คุณธีร์มองว่าสำหรับเกษตกร ต้นทุนที่สูงมากคือเวลาและโอกาส ส่วนต้นทุนตัวเงินนั้น การที่มีกิน มีใช้ มีเพื่อนที่ดี ก็นับเป็นพื้นฐานที่สำคัญมาก ยกตัวอย่างเช่น ถ้าใครจะลองทำอะไรสักอย่าง แต่ไม่ได้ผล แต่มีพื้นฐานแน่นแล้ว ก็จะไม่เสียอะไรเลย ให้มองเหมือนกับว่าได้นั่งเรียนบทเรียนบทหนึ่งแค่นั้น
“วันนี้สิ่งที่เราทำอยู่นี้ แล้วปลายทางมันจะเป็นอย่างไร ถ้าคิดว่าสิ่งที่ทำเบียดเบียน อยากให้ลองปรับวิธีการ วิธีคิด วันนี้เราอยากเป็นตัวใหญ่ๆที่เบียดเบียน หรือตัวเล็กๆที่มีประโยชน์ ช่วยกันครับในสังคม..”

IMG_9214IMG_9168IMG_9155