IMG_9737

คุณธนวัฒน์ มโนวชิรสรรค์ หรือคุณปอ เจ้าของ สวนบ้านแม่ ธุรกิจของครอบครัว ซึ่งเน้นหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านวิถีภูมิปัญญาชาวบ้านท้องถิ่น มาออกแบบร่วมกับความรู้สมัยใหม่ สร้างตราสัญลักษณ์ และเอกลักษณ์การจดจำเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า

จากเด็กหนุ่มที่อยู่ในกรุงเทพมา 11ปี เรียนจบมหาลัยด้านการออกแบบ เพราะมีความรักในงานด้านศิลปะ และได้โอกาสทำงานในบริษัทที่ชื่นชอบตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัย เมื่อทำงานได้5ปี มีความสุข ทั้งเรื่องการเงินและความเป็นอยู่ในองค์กร เพราะทุกคนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อได้กลับบ้านแต่ละครั้ง คุณปอมีความรู้สึกเป็นห่วงคนที่บ้านซึ่งทำสวนมังคุด เพราะในแต่ละปีตัวเองก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปช่วยเก็บผลไม้ คนที่บ้านจะเหนื่อยไหม คุณแม่จะเป็นอย่างไร เป็นคำถามที่คุณปอคิดถึงตลอดเวลาที่อยู่ที่กรุงเทพ ถึงแม้ว่าสังคมในเมืองกรุงสามารถให้ความสุขความสบายอย่างที่ต้องการ

คุณปอเองก็เคยมีความฝัน อยากมีผลงานซึ่งเป็นที่ยอมรับในสังคม จึงตัดสินใจกับตัวเองว่าเมื่อวันหนึ่งตัวเองได้เดินถึงจุดหนึ่งในชีวิตการออกแบบ ก็อยากจะกลับไปดูแลคนที่บ้าน แต่เมื่อคุณปอได้เสียบุคคลที่ตัวเองรักมากไป จึงลองกลับมาถามตัวเองว่า จำเป็นหรือเปล่าที่จะต้องหารางวัลมาวัดว่าเมื่อไหร่คือประสบความสำเร็จ ต้องอยู่จุดไหนถึงเรียกว่าพอ โดยใจของคุณปอตอนนั้นคือพร้อมกลับแล้ว พร้อมกลับไปดูแลใครสักคน เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียใจอีกครั้ง เมื่อตัดสินใจได้ก็ใช้เวลากว่าครึ่งปีในขณะที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพ คิดว่ากลับไปแล้วจะทำอะไร สวนมังคุดที่มีอยู่จะพัฒนาขึ้นได้อย่างไร สร้างแฟนเพจของตัวเอง “สวนบ้านแม่” ที่มีไว้เพื่อเตือนสติตัวเอง ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ออกแบบโลโก้ และตัดสินใจกลับบ้านทันทีช่วงต้นพฤษภาคมเพราะว่าปลายเดือนพฤษภาคมก็จะถึงหน้าเก็บมังคุด ถ้าไม่ได้กลับช่วงนั้น ต้องรอไปอีกหนึ่งปี ด้วยความที่อยากจะทำอะไรจริงจังกับผลผลิตของครอบครัวIMG_9767

ด้วยเงินสำรองที่เตรียมไว้ พร้อมกับของทุกอย่างจาก11ปีในกรุงเทพ คุณปอกลับมาด้วยความมุ่งมั่นที่แน่วแน่ โดยที่ทางบ้านก็ยังเสียดายโอกาสในกรุงเทพของคุณปออยู่บ้าง เนื่องจากคุณปอนับเป็นคนที่ประสบความสำเร็จทางด้านการงานอย่างมากในสายตาของพวกเขา อย่างไรก็ตามคุณปอมองเห็นโอกาสที่สวนแห่งนี้เพราะคุณปอมองว่าสวนแห่งนี้มีระบบการจัดการที่ดีอยู่แล้ว ด้วยความที่คุณพ่อเป็นคนเริ่มเองทั้งหมด สิ่งที่จะเสริมเติมแต่งได้ก็คือวิธีรักษาและบำรุงสวนให้อยู่ในสภาพดี ทำให้มีชีวิตชีวามากขึ้น เพราะแต่ก่อนปุ๋ยอาจได้มีโอกาสใส่บ้าง ไม่ได้ใส่บ้าง ตามที่ตัวเองและน้องๆมีเวลามาช่วยที่บ้าน

IMG_9688นอกจากนั้น คุณปอมองว่าผลผลิตส่วนมากในสวน ได้ราคาที่ไม่เป็นธรรมผ่านพ่อค้าคนกลาง เพราะคุณปอเชื่อในมังคุดของตัวเองว่ามีจุดเด่น และคุณค่า ไม่ควรจะถูกกดราคาและนำไปวางกองกับมังคุดทั่วไปที่อาจมีสารเคมี คุณปอจึงหาช่องทางที่จะขายให้กับคนที่อยากทานมังคุดดีๆ ให้คนที่สนใจและมองเห็นคุณค่าที่แท้จริง โดยช่องทางที่ทำได้ก็คือการทำให้หน้าบ้าน หน้าสวน ดูดีมากขึ้น และทำมังคุดภายใต้แบรนด์ของตัวเองเป็นที่รู้จักมากขึ้น

ซึ่งแผนทุกอย่างก็เป็นไปได้ตามที่วางไว้ตั้งแต่ตอนช่วงทำงาน คุณปอจึงมีความคิดที่ว่า คนเราเมื่ออยากอยู่ที่ไหนก็สามารถอยู่ได้อยู่แล้ว อยู่ที่ว่าจะปรับได้ช้าหรือเร็ว ถ้าปรับตัวได้ช้าก็ต้องมีความอดทน อย่างเช่นคุณปอซึ่งทั้งชีวิตอยู่มากับการออกแบบ เมื่อมาเริ่มเรียนรู้การทำเกษตรกรรม ก็อาจช้ากว่าคนอื่นบ้าง ผิดพลาดบ้าง แต่ตราบใดที่ทำแล้วมีความสุข คุณปอก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ดี และเต็มใจที่จะเรียนรู้

โชคดีของคุณปอ ที่ถึงแม้จะต้องปรับตัวอยู่บ้าง แต่ด้วยความที่พ่อแม่ พี่น้อง มีประสบการณ์ทางด้านการเกษตรอยู่แล้ว จึงเหมือนเป็นทางลัดในการศึกษาของคุณปอ ซึ่งคุณปอก็ได้นำความรู้ของทุกคนมาปฏิบัติตาม เริ่มตั้งแต่ตอนแรกคุณพ่อให้เคริื่องตัดหญ้า มาตัดหญ้า และจึงค่อยเพิ่มอุปกรณ์อื่นๆทีละเล็กละน้อย เพื่อให้รู้ในทุกๆด้าน เข้าใจธรรมชาติ จนเมื่อถึงจุดหนึ่ง ที่มีความรู้ความสามารถ ว่าปลูกอย่างไร ดูแลอย่างไร ใส่ปุ๋ยอย่างไร หญ้าต้องตัดบ่อยแค่ไหน แต่งกิ่งอย่างไร จนรู้ว่ามังคุดของตัวเองมีทางรอดแน่นอน คุณปอจึงหันกลับไปพัฒนาในสิ่งที่ตัวเองถนัดต่อ อย่างเช่นการออกแบบ

โดยธรรมชาติของคนที่มาซื้อมังคุดที่สวนส่วนมาก ก็จะมีจุดประสงค์ที่ซื้อเพื่อฝาก นอกเหนือจากซื้อบริโภคเอง ฉะนั้นIMG_9698ลูกค้าจะซื้อในปริมาณมาก เกินกว่าที่จะใส่ถุงได้ ก็จะมีปัญหาว่าจะไปหาภาชนะแบบไหนมาใส่ แต่ด้วยความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ทำงานและการเรียน คุณปอจึงพัฒนาแพคเกจผลผลิตของตัวเอง เป็นตะกร้าชะลอม และอื่นๆอีกมากมาย เพราะด้วยความที่ตัวเองชื่นชอบทางด้านหัตถกรรมอยู่แล้วและคิดว่ามันมีเสน่ห์มากกว่าแบบอื่น

เมื่อพูดถึงความพอเพียง คุณปอมองว่าคนเราสามารถที่จะอยู่ที่ตรงไหนก็ได้ ถ้าเราพอใจที่จะอยู่ ณ จุดๆนั้น อย่าไปมองเรื่องเงิน ว่าเยอะหรือน้อย เรื่องชื่อเสียง ว่าเยอะหรือน้อย มันอาจจะเกี่ยวกับเรื่องของความสำเร็จบ้าง แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้สำคัญเท่ากับจิตใจ

“บางทีถ้าเราไม่ได้ตอบสนองจิตใจในตอนนี้ แต่กลับเลือกเงินทอง ซึ่งมันซื้อจิตใจไม่ได้ ซื้อเวลาไม่ได้ เราก็จะมีความคิดติดตัวตลอดว่า ตอนนั้นไม่น่าเลย”

คุณปอไม่ได้อยากรู้สึกเช่นนั้น จึงกลับมาที่บ้าน โดยไม่ได้นึกถึงรางวัล หรือเงินทอง ซึ่งในที่ที่หนึ่งอาจให้ความสุข แต่ไม่ได้ตอบสนองความสุขด้านจิตใจอย่างแท้จริง ใช้ชีวิตที่มีรายได้น้อยลง มีชีวิตที่ไม่ค่อยหวือหวาเหมือนเดิม แต่ก็อยู่ได้สบายดี ก็เพียงพอแล้ว เฉกเช่นกับตอนที่เข้าเลือกเรียน ศิลปะใหม่ๆ ซึ่งคนที่บ้านก็ไม่ได้ให้การสนับสนุนเพราะมองว่า เรียนแล้วอาจจะทำให้ลำบาก คนในครอบครัวก็ไม่มีคนเรียนศิลปะเลย แต่สิ่งที่ตอนนั้นคุณปอยึดมั่นมาตลอดก็คือ ถ้าทำแล้วมีความสุข ไม่เสียใจที่ตัดสินใจลงไปมันก็จบ เมื่อคนเรามีความรักในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สิ่งนั้นมันก็จะดีเอง เมื่อมันดี มันก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ มีความสุขที่จะเรียน ผลงานที่ได้ก็จะดีตามที่คิด

เมื่อถามว่า “พอแล้วดี” ยังไง คุณปอหัวเราะแล้วบอกว่า สมัยก่อนก็สบายนะ สบายมากด้วย เพราะอยู่คนเดียว ใช้เงินคนเดียว เงินก็เหลือ อยู่ก็สบาย ไม่ลำบากเลย ที่บ้านเก็บมังคุดลำบากกัน ตัวเองก็อยู่กรุงเทพทำงาน ไม่ได้ช่วยงานที่บ้าน แต่กลับไม่สบายใจมาก คิดถึงที่บ้าน คิดถึงคุณแม่ คิดกับตัวเองว่าตัวเองสบายแค่คนเดียวหรือเปล่า คนอื่นต้องลำบากอยู่ที่บ้าน จึงรู้สึก “พอ” และเมื่อกลับมา ก็รู้สึก “ดี”

“คิดว่าดีแล้วที่กลับมา เพราะถ้าไม่กลับมา ทุกอย่างก็จะเหมือนเดิม พะวงเหมือนเดิม เมื่อได้กลับมาก็ได้รู้ว่าสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราโหยหา มันเป็นอย่างที่เราคิดหรือเปล่า ซึ่งก็เป็น ที่บ้านมีความสุข นั่นก็เพียงพอแล้ว หลังจากนั้นเรื่องอื่นๆที่ดีก็ตามมา”

สุดท้ายนี้สิ่งที่คุณปออยากฝากให้ไว้กับทุกคนที่มีความคิดอยากจะเริ่มทำอะไร ก็คืออย่าไปเสียดายสิ่งที่อยู่ตรงหน้าและทำตามความฝันของตัวเอง ขอเพียงแค่คิดว่าสิ่งที่ต้องการนั้นมันสามารถทำออกมาให้เป็นจริงได้ไหม ถ้ามั่นใจและตั้งใจแล้ว ก็ลองอยู่กับมันเลย อย่าไปเสียดาย เพราะถ้าเราคอยแต่หาเหตุผล ความฝันเหล่านั้นก็จะค่อยๆเลือนลางหายไป เมื่อเวลาผ่านไปแต่ละปี ภาระหน้าที่การงานที่เมื่อโตขึ้นก็เยอะขึ้น ก็จะเป็นอุปสรรคที่ปิดกั้นความฝัน และทำให้ไม่กล้าที่จะเดินออกมา