img_2064

คุณศิริวิมล กิตะพาณิชย์ หรือคุณเปิ้ล เด็กผู้หญิงคนเมืองคนหนึ่งที่เกิดในเมืองอยู่ในเมืองมาตลอด ไม่เคยจับจอบ จับเสียม ไม่เคยมีความรู้เรื่องการเกษตรมาก่อน เคยใช้ชีวิตตามกระแสเหมือนวัยรุ่นทั่วไป มาวันนี้คุณเปิ้ลหันมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว ทำเกษตรผสมผสานอยู่ที่ไร่รื่นรมย์ จังหวัดเชียงราย

หลังจากเรียนจบ คุณเปิ้ลเริ่มคิดเริ่มค้นหาว่าตัวเองชอบอะไร และจะทำอะไรดี ตอนแรกเคยมีความคิดอยากจะทำงานให้กับ NGO อยู่ในหมู่บ้านเล็กๆสักหมู่บ้านหนึ่ง แต่คุณพ่อพูดมาคำหนึ่งว่า “ทำได้นะหนู แต่มันไม่ยั่งยืน” คำพูดคำนี้สะท้อนให้คุณเปิ้ลเห็นว่าเป็นเรื่องจริง เพราะถึงแม้ว่าจะจบในระดับมหาวิทยาลัย แต่องค์ความรู้ที่มีก็ไม่เพียงพอที่จะสามารถไปสอนคนในหมู่บ้านได้ จึงเริ่มมาศึกษาสิ่งที่ในหลวงทำจนได้เห็นว่าเกษตรพอเพียง หรือเกษตรผสมผสาน คือทางออกให้กับคนที่ตนอยากจะช่วยซึ่งการที่จะเรียนรู้จากอินเตอร์เน็ตเพียงอย่างเดียวนั้นคงไม่เพียงพอ เพราะต้องอาศัยประสบการณ์จากการเรียนรู้จริง คุณเปิ้ลจึงเริ่มไปอบรมเข้าคอร์สต่างๆ ที่ใช้หลักการอยู่แบบพอเพียง จนคุณเปิ้ลได้ค้นเจอตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง ตัวตนที่ไม่ต้องทำตามกระแสทั่วไปเหมือนเมื่อก่อน และค้นพบคำตอบว่าอยากจะทำอะไรกับชีวิตที่เหลืออยู่นั้น

“มันลำบากก็จริง แต่ทำไมเรามีความสุข ก็เลยรู้ว่าการที่เราได้อยู่กับธรรมชาติมันทำให้เรามีความสุข และมันทำให้เราอยากส่งต่อสิ่งเหล่านี้” คุณเปิ้ลได้รู้จักการทำเกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืน ทำยังไงให้ชุมชนเข้มแข็งยั่งยืนได้ หลังจากได้ไปศึกษาเรียนรู้มา จึงได้ขอคุณพ่อกลับมาพัฒนาที่ที่มีอยู่ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งที่ตรงนี้เป็นที่ของตระกูล ซึ่ง ณ ตอนนั้น ที่ตรงนี้เป็นที่ดินที่นาว่างๆ ไม่มีอะไรเลย

คุณเปิ้ลพูดถึงการนำปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในไร่รื่นรมย์ว่าทุกส่วนมีหลักปรัชญาในหลวงอยู่ ทุกคนรู้ว่าการทำการเกษตรเป็นเรื่องที่ยากและเหนื่อย หลายคนถามว่าท้อไหมก็ท้อแต่ถ้าเราท้อแล้วหยุดทำ และถ้าในหลวงคิดเหมือนเราว่าถ้าท่านท้อแล้วท่านหยุดทำ ประเทศไทยจะเป็นได้อย่างทุกวันนี้ไหม สิ่งนี้เลยทำให้เราอดทนและทำต่อไป ทำไมเราเพิ่งเริ่มทำ ทำไมเราบ่นแล้วว่ามันเหนื่อย คุณเปิ้ลมีความคิดที่ว่า “อุปสรรคและปัญหาต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตมันจะเป็นสิ่งที่หล่อหลอม และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเรา” พอมีปัญหาในรูปแบบเดิมเข้ามา ก็จะรู้แล้วว่าต้องจัดการยังไง

img_2400

ตอนนี้ไร่รื่นรมย์ทำเกษตรแบบผสมผสาน มีปลูกผัก ต้นไม้ใหญ่ ผลไม้ ข้าว เลี้ยงแพะ แกะ เป็ด และมีร้านอาหารด้วย คุณเปิ้ลมองเห็นว่าส่วนใหญ่ปัญหาที่เกิดขึ้น คือวัตถุดิบทางการเกษตรจะถูกหยุดอยู่ที่ของสด ไม่สามารถยืดอายุได้ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน และมีมูลค่าต่ำ ดังนั้นคุณเปิ้ลจึงพยายามเพิ่มมูลค่าของผลผลิตในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นในด้านของเครื่องดื่ม อาหาร ขนม ในทุกส่วน อย่างเช่น ข้าวหอมนิลก็นำมาบดเป็นแป้งข้าว และทำเป็นวาฟเฟิลข้าวหอมนิลขึ้นมา ขนมและอาหารก็ใช้แป้งข้าวในการทำ

เมื่อถามถึงเป้าหมายของไร่รื่นรมย์ คุณเปิ้ลเล่าว่าจริงๆจุดมุ่งหมายแรก ณ วันที่เริ่มต้น มีความคิดแค่ว่าอยากจะทำไร่เกษตรอินทรีย์ แต่วันนี้ไม่ได้อยากทำแค่ไร่เกษตรอินทรีย์อีกต่อไปแล้ว ไร่เกษตรอินทรีย์เป็นแค่ทางผ่าน แต่จุดมุ่งหมายที่แท้จริง คือการสร้างให้ที่นี่เป็นชุมชนที่เข้มแข็ง เป็นเหมือน Sustainable Living Learning Centre เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่สามารถสัมผัสชีวิตจริงได้ สร้างประสบการณ์จริงที่ใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติในการที่เราจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

ไร่รื่นรมย์ไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อแสวงหาผลกำไร แต่เพราะต้องการที่จะให้เป็นพื้นที่จุดศูนย์กลางที่เปิดให้กับหลายๆคนได้มาเรียนรู้ มีส่วนร่วม และได้มาศึกษาแนวทางในการใช้ชีวิตแบบยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรอินทรีย์ พลังงานทางเลือก หรือว่าการรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ การทานอาหารสุขภาพเป็นยังไง การใช้ชีวิต การทำงานหัตถกรรม หลายๆอย่างที่เป็นวิถีชีวิตในการใช้ชีวิตแบบใหม่ เป็นทางเลือก อยากจะให้เป็นพื้นที่ที่ไม่ใช่แค่เฉพาะผู้บริโภคเข้ามา แต่เป็นพื้นที่ที่เกษตรกรสามารถมาลองปลูกแบบอินทรีย์ได้ด้วย ได้ลองทำปุ๋ยอินทรีย์ ลองทำอะไรหลายๆอย่าง ดังนั้นตรงนี้มันไม่ใช่แค่พื้นที่สำหรับผู้บริโภค หรือสำหรับเกษตรกร แต่เป็นพื้นที่ของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใคร ทำอาชีพอะไร

img_2308

คุณเปิ้ลยังได้อธิบายคำว่า “พอ” ในแบบฉบับของตัวเองอีกว่า “พอของเปิ้ล คือการที่เรารู้จักตัวเอง” เมื่อเรารู้จักและค้นหาตัวเองเจอ เราพอที่จะให้กับตัวเอง เราก็พร้อมที่จะให้กับคนอื่น พร้อมที่จะคืนกลับให้สังคม แต่ถ้าเรายังไม่รู้จักพอ เราก็คงสร้างที่นี่ ทำยังไงก็ได้ให้ดัง ให้ใหญ่ ทำยังไงก็ได้ให้ที่นี่ได้เงินเร็วๆ แต่สุดท้ายแล้วเราอยากให้ที่นี่เป็นที่ที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างประสบการณ์ มาแบ่งปันประสบการณ์การใช้ชีวิตได้

หากถามว่าเอากำไรไหม เราเอากำไร แต่เอากำไรเพื่อที่จะอยู่ อยู่ได้ด้วยตัวเอง สามารถอยู่อย่างยั่งยืนได้ และคุณเปิ้ลอยากทำให้ชาวบ้านรู้ว่าเกษตรอินทรีย์นั้นไปได้ “ไร่รื่นรมย์เราไม่ได้มองแค่เรื่องกำไร แต่เรามองว่าจะทำให้ชุมชนข้างๆเราเข้มแข็งไปกับเราได้อย่างไร พัฒนาชุมชนให้ดียิ่งขึ้น โดยส่งเสริมให้เขาทำเกษตรอินทรีย์ ทำให้เขาเข้าใจวิถีที่จะอยู่สอดคล้องกับธรรมชาติเหมือนดั้งเดิมที่เคยเป็น จริงๆแล้วเรามองว่ามันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เรากำลังจะทำให้เขาเห็นการอยู่แบบสอดคล้องกับธรรมชาติว่ามันสำคัญแค่ไหน”

การนำปรัชญาของในหลวงมาใช้ทำให้คุณเปิ้ลได้รู้จักตัวเองมากขึ้น เข้าใจตัวเองมากขึ้น เมื่อเข้าใจตัวเองมากขึ้น ก็เข้าใจธรรมชาติ คนรอบข้าง และชุมชนมากขึ้น เพราะทุกอย่างมีความสอดคล้องกันหมด เราไม่สามารถอยู่แยกกับธรรมชาติได้ แล้วธรรมชาติก็ไม่สามารถอยู่แยกกับเราได้ เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

ในฐานะตัวแทนโครงการพอแล้วดี The Creator คุณเปิ้ลมีความคิดเห็นว่า โครงการนี้เป็นเหมือนกระจกสะท้อนทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น เข้าใจตัวเองมากขึ้น เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ เมื่อเราค้นหาตัวตนที่แท้จริง ค้นหาจิตวิญญานของเราเจอ รู้ว่าเกิดมาเพื่อที่จะทำอะไร แล้วทำสิ่งนั้นมันจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด โครงการนี้ไม่ได้บอกให้ทุกคนหันกลับมาเป็นเกษตรกร แต่เป็นการหาจุดยืนของเราเอง การค้นหาตัวเองให้เจอ เมื่อทุกคนในสังคมรู้จักตัวเอง และทำหน้าที่ของตัวเองในสังคมให้ดีที่สุดในแต่ละหน้าที่ สังคมก็จะเข้มแข็ง น่าอยู่ และก็จะดียิ่งขึ้น แล้วมันก็จะกลายเป็นคำว่าพอแล้วดี อีกทั้งสำหรับตัวคุณเปิ้ลเองโครงการพอแล้วดี The Creator ทำให้คุณเปิ้ลได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ของคำว่าพอเพียง เพราะเมื่อก่อนทุกคนพูดกันว่าพอเพียงๆ แต่ก็รู้จักคำว่าพอเพียงแค่ในขอบเขตเล็กๆ แคบๆ แต่เมื่อผ่านโครงการมาทำให้เข้าใจถึงความพอเพียงที่ลึกซึ้งมาก ความพอเพียงที่ไม่ได้เกิดขึ้นได้แค่กับเกษตรกร หรือว่าบนเถียงนา แต่ความพอเพียงสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกอาชีพในทุกวัน ในทุกการตัดสินใจ เพราะว่าสิ่งที่ในหลวงสอน คือสอนให้เราได้รู้จักการตัดสินใจที่ถูกต้องว่าก่อนที่จะทำอะไรสักอย่าง ควรนึกถึงอะไร ผลกระทบกับตัวเอง และคนรอบข้าง หรือสิ่งแวดล้อม สิ่งที่เราจะทำมันมีผลดีหรือผลเสียอย่างไร

img_1228“ความหมายเบื้องหลังของคำว่าพอเพียงนั้นมันเป็นเรื่องราว เป็นประสบการณ์หลายๆอย่าง” ไม่ใช่แค่ว่าฉันใส่เสื้อผ้าเก่าๆ แปลว่าฉันพอเพียง มันเป็นการตัดสินใจการใช้ชีวิต การดำรงชีวิต หรือแม้แต่การบริหารงาน คุณเปิ้ลได้ลงมือทำแล้ว และเห็นว่านี่ล่ะ คือสิ่งที่ในหลวงพูดว่าอยู่อย่างพึ่งพาอาศัยกันเป็นยังไง เพราะในหลวงไม่ได้บอกว่าความพอเพียง คือเราต้องทำเป็นหมดทุกอย่าง หรืออยู่คนเดียวให้ได้ แต่ในหลวงบอกว่าให้เราหาตัวตนที่แท้จริงให้เจอ ว่าเราจะทำประโยชน์อะไรให้กับสังคมได้ และสังคมนั้นจะอยู่ได้อย่างยั่งยืนและเข้มแข็ง เพราะแต่ละคนมีจุดยืนและจุดแข็งของตัวเอง ซึ่งสามารถนำสิ่งเหล่านี้มาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน พึ่งพาอาศัยกัน สิ่งนี้แหละ คือความพอเพียงที่ยั่งยืน

Scroll Up