IMG_9511

            คุณอภิวรรษ สุขพ่วง หรือคุณ พ็อต ชายหนุ่มวัย 28 ปี ซึ่งเป็นตัวแทนของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่พร้อมจะแบ่งปัน “ความสุข” ที่เกิดจากความ “พอเพียง” ให้กับคนไทยทุกคน ผ่านไร่เกษตรอินทรีย์วิถีไทย เพื่อเป็นบทพิสูจน์ศาสตร์ของพระราชา ที่ไม่มีวันอด ไม่มีวันตาย

            จากเด็กวัยรุ่นธรรมดา เรียนจบด้านการจัดการอุตสาหกรรม ทำงานในบริษัทที่ตรงกับสายงานที่เรียน เมื่อทำงานแล้วกลับรู้สึกโดนมองเป็นเพียงเครื่องจักรและกลไกขององค์กร จนไม่สามารถทนกับระบบงานได้ และคิดว่าเพียงพอแล้วกับการลองใช้ชีวิตในเมือง จึงตัดสินใจกลับบ้านเพราะว่า “อยู่ไม่ได้” ซึ่งพอกลับบ้านมา คุณพ็อตก็ยังไม่รู้ว่าชีวิตตัวเองจะไปในทิศทางไหน สิ่งหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวคือสิ่งที่คุณพ่อสอนในวัยเด็ก คิดถึงคุณพ่อซึ่งเป็นคุณครูเกษตร สอนงานของพระเจ้าอยู่หัว สอนเด็กปลูกผัก เลี้ยงปลา พึ่งพาตัวเอง เมื่อภาพเหล่านั้นย้อนกลับมาในหัว คุณพ็อตจึงคิดได้ขึ้นมาว่า ชีวิตไม่ใช่ว่าจะหมดหนทาง จึงตัดสินใจพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสใหม่ของชีวิต

            เมื่อเคยมีความสุขมากๆในวัยเด็ก คุณพ็อตอยากจะเอาความสุขนั้นกลับมาอีกครั้งหนึ่ง โดยในตอนนั้นที่บ้านก็มีที่นาอยู่หลังบ้านหลาย 10 ไร่ ประจวบกับในช่วงที่ตกงานนั้นไม่อยากเป็นภาระของครอบครัว เห็นแม่ต้องออกไปจ่ายตลาดซื้อของเข้าบ้าน จึงมีความคิดที่ว่า ทำไมต้องออกไปซื้อ ถ้าอยากทำเองจะทำอย่างไร

            ด้วยความที่มีภูมิปัญญาอยู่ที่บ้าน มีคุณตา คุณยาย คุณพ่อที่มีองค์ความรู้อยู่ที่บ้านจึงรู้ว่าไม่อดตายแน่ คุณพ็อตเริ่มจากการปลูกข้าวทำนา โดยมีคุณตาคอยแนะนำ ช่วยเลือกพันธุ์ข้าวให้เหมาะสมกับแต่ละปี ทำจนวันนึงที่บ้านไม่ต้องเสียตังค์ซื้อข้าวกินแล้ว จึงเริ่มสำรวจพฤติกรรมของคนในครอบครัว ว่าไปจ่ายตลาดซื้ออะไรมาอีกบ้าง สุดท้ายจึงอนุญาตให้คุณแม่ซื้อเฉพาะน้ำปลากับน้ำมันพืชเท่านั้น ที่เหลือก็สัญญากับคุณแม่ว่าจะปลูกทำเอง มีข้าวมีผักแล้ว ขาดโปรตีนจากไข่ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก จึงเริ่มเลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด

            ทำมาเรื่อยๆ พอมีของกินครบแล้ว คุณพ็อตก็นึกถึงของใช้ที่ทำเองได้ เมื่อเห็นคุณแม่ซื้อ ยาสระผม ครีมอาบน้ำ น้ำยาล้างห้องน้ำ ด้วยความที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ไฟแรง จึงอาศัย YouTube ดูวิธีการทำยาสระผม ทำสบู่ ได้ปลูกสมุนไพร ปลูกอัญชัญ ปลูกมะกรูด จนได้ผลิตภัณฑ์มะกรูดที่สามารถเป็นได้ทั้งยาสระผม ครีมอาบน้ำ และน้ำยาล้างห้องน้ำ จึงเรียกได้ว่าสามารถพึ่งพาตัวเองได้ทั้งเครื่องอุปโภคและบริโภค จนครอบครัวแทบจะไม่มีรายจ่ายเลย

            เมื่อคิดได้ว่าสามารถที่จะพึ่งพาตัวเองได้แล้ว และควรจะมีอาชีพเป็นของตัวเอง คุณพ็อตจึงลองนำเอาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยมาใช้ ความรู้เรื่องการบริหาร การทำการตลาด การบริหารธุรกิจการออกแบบ การวิจัยการตลาด การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน ทั้งหมดนี้ก็นำเอากลับไปประยุกต์ใช้กับสิ่งที่มีอยู่ที่บ้าน เมื่อพบว่าเกษตรกรในอำเภอจอมบึงปลูกกล้วยกับอ้อยเป็นหลัก แต่กลับประสบปัญหาหนี้สิน เป็นหนี้ธนาคารกันทุกคน จึงลองหาวิธีแก้ไข คุณพ็อตได้ไปหาครูบาอาจารย์ ให้สอนวิธีการเปลี่ยนอ้อยเป็นน้ำตาล ลงทุนสร้างเตาเองที่บ้าน และแปรรูปอ้อยในชุมชมเป็นน้ำตาล ซึ่งน้ำตาลเป็นน้ำตาลอินทรีย์วิถีไทย ด้วยการปลูกอ้อยเชิงอินทรีย์ไร้ซึ่งสารเคมีทุกชนิด ทั้งหมดนี้เองเป็นความรู้ที่ได้จากการเรียนด้านอุตสาหกรรมในสมัยที่เรียนมหาวิทยาลัย ส่งผลให้ผลผลิตที่ไร่สุขพ่วงนั้นทุกชิ้น ผ่านการแปรรูปก่อน ไม่มีการปลูกแล้วขายเลย

            นอกเหนือจากกระบวนการแปรรูปแล้ว คุณพ็อตยังได้นำสิ่งที่เรียนมาในสมัยมหาวิทยาลัยอย่างเช่นการทำคอมพิวเตอร์กราฟฟิค และ อีคอมเมิร์ซมาช่วยในการขายของออนไลน์ สร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ สโลแกน เมื่อมีความสุขจากการตามรอยพระราชา คุณพ็อตจึงมีความคิดที่จะแบ่งปันความสุขและถ่ายทอดเรื่องราวไปกับผลิตภัณฑ์อย่างเช่นขวดน้ำ ถุงข้าว ถุงกล้วยตาก ถุงไข่ไก่ ผ่านการทำการตลาดแบบมีคุณค่า กลายเป็นธุรกิจที่ีมีคุณค่า

“ผู้บริโภคกินไข่ไก่ กินข้าวอินทรีย์ของผม กินกล้วยตากของผม ทุกคนไม่ได้กินแค่สิ่งที่ตัวเองกิน แต่ทุกคนกินวิถีชีวิตของผมอยู่ นั่นเป็นวิถีการทำธุรกิจของผม”   

IMG_9442            ซึ่งกว่าจะมาถึงทุกวันนี้ ก็มีอุปสรรคมากมายผ่านเข้ามาในชีวิตของคุณพ็อต โดยอุปสรรคอย่างแรกเลยคือการที่ครอบครัวไม่ค่อยเห็นด้วย ที่กลับมาอยู่บ้าน มีหลักประกันอะไรที่คิดว่าจะอยู่ได้ผ่านการทำเกษตรกรรม จึงนึกถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ตั้งแต่เด็กและการที่่ได้ศึกษางานของพระเจ้าอยู่หัว คุณพ็อตจึงคิดได้ว่ามันไม่มีอะไรที่จะมั่นคงไปกว่าการได้กลับมาอยู่บ้านแล้ว จึงอยากจะพิสูจน์ให้ครอบครัวได้เห็น หลังจากนั้นอุปสรรคที่ตามมาก็อย่างเช่น การที่ไม่มีประสบการ์การทำเกษตร จะทำอย่างไรให้พอกินพอขายพออยู่ได้ และดินฟ้าอากาศก็มาเป็นอุปสรรคอย่างเป็นระยะๆ ต่อมาก็เจอโรคพืชโรคแมลงอีก จึงเริ่มปรึกษาหาข้อมูลจากครูบาจารย์เพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น โดยครูบาอาจารย์คนแรกที่คุณพ็อตกล่าวถึงอย่างภูมิใจคือ พระเจ้าอยู่หัว โดยได้ไปหาเอาตำรางานของพระองค์ท่านมาอ่านและนำมาประยุกต์ใช้ในชุมชน ใช้แรงบันดาลใจในการส่งงานของพระองค์ท่าน มาเป็นตัวขับเคลื่อนทำให้ผ่านพ้นปัญหาทั้งหมดไปได้

            เมื่อถามถึง “พอแล้วดี” อย่างไร คุณพ็อตบอกว่า คำนี้ มันตรงกับสิ่งที่ตัวเองทำมาตลอด เพราะตัวเองรู้หน้าที่ ทำงานให้ตัวเองอยู่ได้ ทำงานให้ครอบครัวอยู่ได้ ไม่ประมาท ชีวิตจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อ ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้ากัน ได้กินอาหารดีๆ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง จึงลองมองย้อนไปว่าคนในเมือง ได้อยู่กับพ่อแม่ไหม ได้ทานอาหารสุขภาพดีๆไหม เมื่อได้คำตอบแล้วคุณพ็อตจึงมีความคิดที่อยากจะแบ่งปันสิ่งที่ทำ ให้คนอื่นได้สัมผัสความสุขในแบบเดียวกัน และตัดสินใจสร้างศูนย์การเรียนรู้วิถีไทยเพื่อให้คนเข้าได้มาสัมผัสการใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพราะเป็นหลักปรัชญาที่สามารถบูรณาการได้กับทุกสาขาอาชีพ

“พ่อแม่ผมเป็นข้าราชการ แต่ลูกไม่ได้เป็นข้าราชการ  ไม่ได้มีโอกาสได้รับใช้แผ่นดิน ไม่มีโอกาสได้รับใช้พระเจ้าอยู่หัว ผมขอปฏิญาณกับตัวเอง ช่วยพระเจ้าอยู่หัวถ่ายทอดงานของพระองค์ ท่านสอนอย่างไรเราก็จำมา เราก็ถ่ายทอดให้เป็นประโยชน์กับผู้อื่น ให้คนอื่นรู้สึกว่าความดีเป็นยังไง ความสุขมันเป็นยังไง”

IMG_9435          โดยสิ่งที่คุณพ็อตถือว่าทำแล้วประสบความสำเร็จมากคือการสร้างตัวอย่างความสำเร็จ ให้คนทำตาม เน้นที่การกระทำไม่ใช่คำพูด โดยอนุญาตให้เกษตรกรเข้ามาดูตั้งแต่ต้นน้ำกลางน้ำไปยังปลายน้ำว่าเป็นอย่างไร ให้ดูว่าจะปลูกผักเลี้ยงไก่หรือปลูกข้าวราคาถูกต้องทำอย่างไร โดยคุณพ็อตได้กล่าวถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัวว่า

“หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านก็ไม่ได้พูดถึงการเกษตรอย่างเดียว หลักคิดของท่านถ้าเราลองถอดแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง จริงๆแล้วเนี่ย มันเป็นหลักธรรม งานของพระองค์ท่านคือหลักธรรมเพราะฉะนั้นเมื่อเราอยู่ในสังคมปัจจุบันให้เราใช้หลักธรรมในการดำเนินชีวิต”

          หากเกษตรกรใช้หลักของธรรมชาติ นักธุรกิจก็น่าจะใช้หลักของความเป็นธรรมดา ซึ่งคุณพ็อตมองว่าคนในสังคมไทยควรจะมี 3 ธรรมคือ ธรรมะ ธรรมชาติ แล้วก็ธรรมดา พยายามบูรณะหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปในสาขาหรือองค์กร ในแบบวิถีชีวิตของตัวเอง ในครอบครัว นอกจากมีวิชาความรู้ เข้าใจงานของตัวเองอย่างแตกฉาน  และมีการพัฒนาองค์ความรู้ตัวเองอยู่ตลอดเวลา  คุณพ็อตมองว่าสิ่งที่จำเป็นที่สุดในทุกสายอาชีพคือต้องมีจริยธรรม มีจรรยาบรรณในวิชาชีพ

“อย่างผมเป็นเกษตรกร ผมเป็นผู้ที่หล่อเลี้ยงผู้คน ทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่รอดได้ แต่ถ้าวันหนึ่งผมเอายาสารเคมีฉีดเข้าไปในผักของผม นั่นเท่ากับว่าผมไม่ใช่เกษตรกรแต่ผมกลายเป็น ‘เพชฌฆาต’ ที่กำลังฆ่าคนคนหนึ่งอยู่ หรือฆ่าครอบครัวครอบครัวหนึ่งอยู่ ผมกลายเป็น ‘ฆาตกร’ นั่นแสดงว่าผมไม่มีคุณธรรมจริยธรรม ในวิชาชีพของผมแล้ว”

          ถ้าทุกคนนำหลักแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นำกรอบแนวความคิดนี้ไปบูรณาการกับสาขาวิชาอาชีพของตัวเอง คุณพ็อตมองว่าธุรกิจที่ทำนั้นจะเป็นธุรกิจที่ยั่งยืน ไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น ส่งผลให้สังคมและประเทศชาติอยู่รอดได้
สุดท้ายนี้สิ่งที่คุณพ็อตเลือกฝากถึงทุกคนในฐานะตัวแทนของเกษตรกรก็คือ ทุกคนควรหันมาสนใจการปลูกอยู่ปลูกกิน ซึ่งหมายความว่าทุกคนควรที่จะพึ่งพาตัวเองให้ได้ เพราะว่าในอนาคตโลกมันไม่แน่นอน เงินทองจะกลายเป็นของมายา ข้าวปลาจะเป็นของจริงทันที เพราะเมื่อเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมอย่างเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา การมีเงินในบัญชีหกหลักเจ็ดหลักก็ไม่สามารถซื้อน้ำสักขวดได้ คุณพ็อตจึงเน้นย้ำให้ทุกคนดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาทและพยายามให้ถอดองค์ความรู้ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาบูรณาการเข้ากับวิชาชีพของตนเองให้ได้มากที่สุด

IMG_9372